• ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) โดดเด่นด้านความยั่งยืนในระดับโลก ล่าสุดการประกาศรายชื่อบริษัทที่เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ประจำปี 2562 บจ. ไทย 20 แห่ง ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนี DJSI โดย ADVANC เป็นบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าใหม่ในปีนี้ และในจำนวนนี้ 7 บจ. ไทยมีคะแนนเป็นที่หนึ่งใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 11 บจ. อยู่ในกลุ่มดัชนี DJSI World โดยไทยเป็นประเทศที่มี บจ. ได้รับคัดเลือกสูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ตอกย้ำการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ บจ. ไทยจนโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
Home การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ของบริษัทจดทะเบียนไทย
การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ของบริษัทจดทะเบียนไทย

การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ของบริษัทจดทะเบียนไทย

จัดทำโดย น.ส. สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์ ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

Executive Summary

· บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ มีการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่มากก็น้อย แต่บริษัทจดทะเบียนไทยยังแสดงศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงฯ โดยข้อมูลที่รายงานในงบการเงิน สำหรับปี 2561 พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 226 บริษัท ได้รายงาน “กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน” มีมูลค่ารวมสูงถึง 16,627 ล้านบาท โดย 222 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่มีเพียง 4 บริษัทที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

· เช่นเดียวกันจากรายงานผลประกอบการล่าสุด สำหรับไตรมาส 1/2562 พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 211 บริษัท ได้รายงาน “กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน” มีมูลค่ารวมเกือบ 8,800 ล้านบาท

 

·จากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไทย (CEO Survey สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562) เกี่ยวกับค่าเงินบาทและการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พบว่าผู้บริหารจดทะเบียนเห็นว่าค่าเงินบาทเป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้บริหารในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก / นำเข้า หรือ มีการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

 

o การใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ นั้น ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงหรือโอกาสทางธุรกิจของบริษัท

o ต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง ความสะดวกรวดเร็ว และ ขนาดของธุรกรรม เป็นสามปัจจัยหลัก ที่บริษัทจดทะเบียนประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจในการเลือกเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง

 

o เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง (Hedging tools) ที่บริษัทจดทะเบียนใช้มากที่สุด คือ การบริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) และการทำสัญญาซื้อขายต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contracts & Options)

 

ในปี 2561 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 16,627 ล้านบาท ในรายงานรายการบัญชี “กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน” ของบริษัทจดทะเบียน 226 บริษัท

 

 

จากรายการ “กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน” ที่แสดงในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ สำหรับปี 2561 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ พบว่า บริษัทจดทะเบียนจำนวน 226บริษัทรายงานว่าบริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 16,627 ล้านบาท บาท ซึ่ง 222 บริษัทมีกำไร ขณะที่ 4 บริษัทที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

จากผลประกอบการล่าสุดที่แสดงในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ สำหรับไตรมาส 1/2562 พบว่า บริษัทจดทะเบียน 211 บริษัท รายงานว่ามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนรวมประมาณ 8,800 ล้านบาท (ภาพที่ 1)

 

จากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไทย (CEO Survey) พบว่า ผู้บริหารจดทะเบียน คิดว่าค่าเงินบาทเป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย

 

จากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารที่ดำเนินการจัดทำทุก 6 เดือน โดยสถาบันเพื่อตลาดทุนและสมาคมบริษัทจดทะเบียน พบว่า CEO มีมุมมองว่า ค่าเงินบาท เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย และปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเคยเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ในการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 หลังจากค่าเงินบาทงินบาทแข็งค่า 8.93% ภายในปี 2560 (ภาพที่ 2)

 

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริหารจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่า CEO จะมองว่า ค่าเงินบาทเป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ให้ความสำคัญลดลง โดยลดอันดับลงไปอยู่ที่อันดับ 5 - 6

63% ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ตอบแบบสอบถาม เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่าระดับของผล กระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 จะไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งหลังของปี 2561

 

จากผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 จำนวน 108 บริษัท เปิดเผยว่า 68 บริษัท (63% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด) ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ขณะที่อีก 40 บริษัท (37%)ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (ตารางที่ 1)

 

24 บริษัทจาก 40 บริษัท ที่ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่าได้รับผลกระทบด้านลบ ขณะที่ 11 บริษัท ได้รับผลกระทบทางบวก และ 5 บริษัทที่เหลือได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ

ทั้งนี้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนได้ให้ตัวอย่างผลกระทบทางบวกและทางลบ ดังนี้

 

ตัวอย่างผลกระทบเชิงบวก

 

ต้นทุนการผลิตลดลง เนื่องจาก เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบให้การผลิตจึงลดลง

 

ต้นทุนขายลดลง เนื่องจากบริษัทนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่าย

 

ช่วงค่าเงินบาทอ่อนค่า บริษัทสามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น

 

ค่าเงินบาทอ่อนค่าทำให้บริษัทได้กำไรจากการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือกำไรที่เกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาท

ตัวอย่างผลกระทบเชิงลบ

 

รายได้จากการส่งออกลดลงเนื่องจากค่าเงินแข็งขึ้น

 

ต้นทุนพลังงานแพงขึ้น / ต้นทุนวัตถุดิบได้รับผลกระทบ

 

กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจีนได้รับผลกระทบ เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่เงินหยวนอ่อนค่า

 

มูลค่าเงินลงทุนลดลง เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาท (กรณีเงินบาทแข็งค่า)

 

58% ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนคาดว่าผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2562 จะไม่เปลี่ยนแปลงจากครึ่งหลังของปี 2561

 

เมื่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่า 58% ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนคาดว่า ผลกระทบจะเหมือนกับช่วงครึ่งหลังของปี 2561 (ภาพที่ 3)

 

การใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่นั้น

 

ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงหรือโอกาสทางธุรกิจของบริษัท โดยต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง ความสะดวกรวดเร็ว และ ขนาดของธุรกรรม เป็นสามปัจจัยหลัก ที่บริษัทจดทะเบียนประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจในการเลือกเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง

 

83 บริษัท จากทั้งหมด 108 บริษัท ที่ตอบแบบสอบถามมีการใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 โดย

 

บริษัทจดทะเบียนใช้หลายเครื่องมือประกอบกัน (ตารางที่ 2 - 3)

 

เครื่องมือหลัก ได้แก่ คือ การบริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) และการทำสัญญาซื้อขายต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contracts & Options)

 

รองลงมา คือ การเปิดบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ การทำสวอปเพื่อการบริหารสภาพคล่องต่างประเทศ (FX Swap) การนำเสนอสินค้าและบริการในสกุลเงินบาท / กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนตั้งแต่วันตกลงซื้อขายสินค้า การใช้ต่างประเทศคู่ค้าสำคัญนอกจากดอลลาร์ สรอ.และทำสัญญาซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้า (USD Futures) ตามลำดับ

 

ในกลุ่มบริษัทที่ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพียงเครื่องมือเดียว จะใช้วิธีทำสัญญาซื้อขายต่างประเทศล่วงหน้า(Forward Contracts & Options) มากที่สุด รองลงมา คือ การบริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) ขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงมากที่สุดใช้ 6 เครื่องมือผสมผสานกัน เป็นบริษัทในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ และหมวดเหล็ก

 

บริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงบ้างหรือลดลงมาก ใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มที่คาดว่าผลกระทบจะเหมือนเดิมหรือเพิ่มขึ้น