• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home การประชุม กนง. 24 มิ.ย. 69 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00%
การประชุม กนง. 24 มิ.ย. 69 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00%

การประชุม กนง. 24 มิ.ย. 69 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00%

การประชุม กนง. 24 มิ.ย. 69 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และมองโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มีจำกัด (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. 69 เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพ.ค. เร่งขึ้นน้อยกว่าคาดและเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ยังขยายตัวดี 

 

มองแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยฝั่งอุปทานและชั่วคราว แม้เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากการส่งผ่านต้นทุนและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แต่แรงกดดันส่วนใหญ่ยังมาจากปัจจัยด้านอุปทานซึ่งคาดว่าจะส่งผลชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยจึงยังไม่มีความจำเป็น 

 

ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 69 ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงแต่มาตรการภาครัฐช่วยประคองภาพรวมการขยายตัว เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะเข้ามาช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 2.0%

 

 

กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 2569 และโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยยังมีจำกัด

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ในปัจจุบันเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% และเร่งขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3-4 ก่อนทยอยชะลอลงในปี 2570 ภายใต้สมมุติฐานสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ยกระดับรุนแรงไปกว่านี้และทยอยคลี่คลายลง ซึ่งข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยสนับสนุนทิศทางดังกล่าว แม้ยังมีความไม่แน่นอนจากรายละเอียดบางส่วนที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ดังนั้น โอกาสที่ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จึงยังมีจำกัด

 

นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจมีประสิทธิผลจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้ง กนง. ยังต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ไปตลอดทั้งปีนี้ 

 

ขณะที่ ธปท. น่าจะให้น้ำหนักกับมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด (targeted measures) มากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ย โดยอาศัยทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระหนี้ และการสนับสนุนสภาพคล่องผ่านสถาบันการเงิน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งคาดว่าจะมีประสิทธิผลมากกว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในวงกว้าง