• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบ ธ.พ.ไทย) ในไตรมาส 1/2564 กำไรสุทธิของระบบธ.พ. ไทยอาจขยับขึ้นมาที่ 2.57 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 1/2564 เพิ่มขึ้นประมาณ 75.0% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 ที่มีกำไรสุทธิที่ 1.47 หมื่นล้านบาท โดยกำไรสุทธิที่ขยับขึ้นในไตรมา 1/2564 หลักๆ เป็นผลมาจากการปรับตัวลงของค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ชะลอลง หลังจากเร่งตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนหน้าตามปัจจัยเชิงฤดูกาล และรายจ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่าง 10-18 เมษายน 2564 อาจทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสูญเสียรายได้คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.0 หมื่นล้านบาท มองว่า การระบาดของโควิดทั้ง 2 ครั้งที่เกิดขึ้น น่าจะส่งผลกระทบทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 นี้ รายได้ตลาดไทยเที่ยวไทยมีมูลค่าประมาณ 1.37 แสนล้านบาท คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปเป็นมูลค่ากว่า 1.30 แสนล้านบาท เทียบกับคาดการณ์เดิม ณ ม.ค. 64
Home 'ซีไอเอ็มบี ไทย' ชี้การใช้ไฟฟ้าปีนี้โต 2-3% แต่ไฟฟ้าสำรองยังล้นประเทศ
'ซีไอเอ็มบี ไทย' ชี้การใช้ไฟฟ้าปีนี้โต 2-3% แต่ไฟฟ้าสำรองยังล้นประเทศ

'ซีไอเอ็มบี ไทย' ชี้การใช้ไฟฟ้าปีนี้โต 2-3% แต่ไฟฟ้าสำรองยังล้นประเทศ

โดย : นายโอภาส ใจเครือคำ

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

 

Key Highlight

 

• การผลิตไฟฟ้าและการบริโภคไฟฟ้าปี 2564 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2-3%

 

• กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้ายังสูง ประมาณ 35% เกินกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ที่ประมาณ 15%

 

• ภาครัฐจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าในประเทศลดลง จากไฟฟ้าสำรองล้นประเทศ ยกเว้นโรงไฟฟ้าที่จำเป็น หรือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และมีต้นทุนที่ถูก เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขยะ โซลาร์รูฟท็อป และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เป็นต้น

 

• ผู้ประกอบการมีแนวโน้มหันไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน

 

ปัญหาปริมาณไฟฟ้าสำรองล้นประเทศ กดดันการรับซื้อไฟฟ้าในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า

 

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่อยู่ในระดับสูงมาก และสูงกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ประมาณ 15% โดยข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าในเดือน ธ.ค. 2563 ประเทศมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 45,480 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2563 ที่ 28,637 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึง 37% หรือ 27% เมื่อหักส่วนนำเข้าไฟฟ้าออกไป

 

ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) ที่ ครม. เห็นชอบในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ระบุถึง กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจะอยู่ในระดับสูงไปอีก 3 - 4 ปี แล้วค่อยลดลง ซึ่งสถานการณ์นี้ กดดันไม่ให้กระทรวงพลังงานประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้มากนักในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าที่จำเป็น หรือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ต้นทุนถูก และทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่ปลดระวางลง เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขยะ โซลาร์รูฟท็อป และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ คาดว่าภาครัฐจะมีการปรับปรุง แผน PDP 2018 Revision 1 เร็วๆ นี้ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่นำมาพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนฯ นั้นสูงกว่าความเป็นจริงมาก เพราะยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

 

โรงไฟฟ้าชุมชนแข่งขันสูงและเสี่ยงขาดวัตถุดิบในอนาคต

 

กระทรวงพลังงานได้วางเกณฑ์ฯ รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนภายในปีนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เดือน เม.ย. โดยการไฟฟ้าจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชน และในเดือน มิ.ย. จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือน ก.ย. 2567 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า โดยเบื้องต้นกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 150 เมกะวัตต์ แยกเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) 75 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน (Biogas) 75 เมกะวัตต์ ใช้วิธีคัดเลือกการขายไฟฟ้าด้วยการเปิดให้แข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ในการเสนอส่วนลดค่าการลงทุนโรงไฟฟ้า ซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เข้าร่วมโครงการจะต้องใช้เชื้อเพลิงจากวัตถุดิบที่เกิดจากการปลูกพืชใหม่เท่านั้น เช่น ไม้โตเร็ว และไผ่ เป็นต้น รวมถึงเพิ่มการใช้หญ้าเนเปียร์สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนการจัดหาเชื้อเพลิงกำหนดให้ผู้ประกอบการทำ Contract farming กับเกษตรกร ร้อยละ 80 และอีกร้อยละ 20 ให้จัดหาได้เอง

 

 

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจะเกิดขึ้นในปีนี้ และจะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ค่อนข้างได้เปรียบ เนื่องจากเป็นการแข่งขันในรูปแบบ Competitive Bidding ในการเสนอส่วนลดค่าการลงทุนโรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการรายใหญ่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ จึงสามารถเสนอส่วนลดได้มากกว่า อย่างไรก็ตามโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังเกิดขึ้นจะมีความเสี่ยงสูงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือราคาวัตถุดิบสูงขึ้นในอนาคต แม้ได้ทำ Contract farming กับเกษตรกร (รับซื้อจากวิสาหกิจชุมชนร้อยละ 80 และให้จัดหาเองได้อีกร้อยละ 20) ก็ตาม เนื่องจากเป็นสินค้าเกษตรซึ่งผลผลิตไม่มีความแน่นอน และเกษตรกรจะให้ความสำคัญกับราคาสินค้าเป็นหลัก เช่นเดียวกับ

 

 

สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาที่ผลผลิตทางการเกษตรลดลง โดยเฉพาะอ้อย ทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลต้องหันไปซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลอื่นทดแทน และส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น