• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย เงินเฟ้อไทยเดือนเม.ย. 2569 พลิกกลับมาเป็นบวกในรอบ 13 เดือน จากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.4% โดยจะเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมายังราคาสินค้าผู้บริโภค ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะไปแตะระดับสูงสุดในช่วงไตรมาส 3/2569 และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 4/2569
Home ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง
ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง

ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง

ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

 


ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติขึ้นดอกเบี้ย 50 basis points สู่ระดับ 5.25% ในการประชุมวันที่ 19-20 พ.ค.2569 (รูปที่ 1) นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนที่กลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นตามหลังฟิลิปปินส์ พร้อมกันนี้ BI ยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสู่ระดับ 4.25% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สู่ระดับ 6.00% เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เดิมที่ 25 bps สะท้อนว่า BI ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพค่าเงิน ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนไหลออกและการคลังมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้น ดังนี้

 

 

ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากรูปีอินเดีย สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างและแรงกดดันเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวระหว่างวันแตะระดับ 17,745 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ และอ่อนค่า 5.95%YTD (ณ 20 พ.ค.) (รูปที่ 2) โดยภายหลังการขึ้นดอกเบี้ยค่าเงินเริ่มฟื้นตัวได้เล็กน้อย ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาความต้องการเงินดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นจากทั้งการชำระค่านำเข้า การชำระหนี้ต่างประเทศของภาคเอกชน และการส่งเงินปันผลกลับประเทศแม่ ขณะที่ความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจและฐานะการคลังของอินโดนีเซียยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดอย่างต่อเนื่อง 

 

เงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าเงินรูเปียห์ ในไตรมาส 1/2569 อินโดนีเซียเผชิญเงินทุนไหลออกสุทธิราว 0.8 พันล้านดอลลาร์ฯ สะท้อนการลดการถือครองสินทรัพย์อินโดนีเซียของนักลงทุนต่างชาติ และเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินต่อเนื่องอย่างไรก็ดี มีสัญญาณบวก BI ระบุว่า ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 จนถึงวันที่ 18 พ.ค. 2569 เริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิกลับมาราว 5.5 พันล้านดอลลาร์ฯ โดยเฉพาะในตราสาร SRBI และพันธบัตรรัฐบาล หลัง BI ปรับขึ้นผลตอบแทน SRBI สู่ระดับ 6.21%-6.45% 


ความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเริ่มเพิ่มขึ้น แม้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเม.ย. 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.4%YoY ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ BI ที่ 1.5-3.5% อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวสูงต่อเนื่อง เพิ่มภาระการคลังจากการอุดหนุนพลังงาน และอาจนำไปสู่การทยอยปรับขึ้นราคาพลังงานในประเทศในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อและยิ่งจำกัดโอกาสการลดดอกเบี้ยในอนาคต 


ตลาดการเงินยังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับลดลงราว 26%YTD จากต้นปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับขึ้นใกล้ระดับ 7% (รูปที่ 3) สะท้อนว่านักลงทุนยังต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งความเสี่ยงการคลังมีแนวโน้มขาดดุลสูงขึ้น ค่าเงินยังคงอ่อนค่า และความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ส่งผลให้ BI มีข้อจำกัดมากขึ้นในการกลับไปใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระยะต่อไป


 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้แรงกดดันจากค่าเงินที่อ่อนค่าและความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย มีความเป็นไปได้ที่ BI อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า หากค่าเงินรูเปียห์ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยค่าเงินที่อ่อนค่าจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและภาระการอุดหนุนพลังงานของภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในระยะต่อไปและส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น