• SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ไว้ตลอดปี 2024 มองว่า กนง. จะพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไปข้างหน้าในระยะปานกลางถึงระยะยาว (Forward looking) มากกว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นแล้ว (Backward looking) หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปยังเป็นไปตามที่ SCB EIC เคยคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพที่ 3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทยอยปรับสูงขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3%
Home มูลค่าการส่งออกข้าวไทยปี 2567 อาจลดลงร้อยละ 13
มูลค่าการส่งออกข้าวไทยปี 2567 อาจลดลงร้อยละ 13

มูลค่าการส่งออกข้าวไทยปี 2567 อาจลดลงร้อยละ 13

มูลค่าการส่งออกข้าวไทยปี 2567 อาจลดลงร้อยละ 13 จากอินเดียที่น่าจะกลับมาส่งออกข้าวหลังการเลือกตั้ง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

 

 

  • ปี 2566 เป็นปีที่การส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 5,144 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเติบโตที่ร้อยละ 29 (YoY) ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งด้านราคาที่ร้อยละ 13.8 (YoY) ตามราคาข้าวโลกที่ปรับสูงขึ้น จากผลของอินเดียงดส่งออกข้าว และด้านปริมาณที่เติบโตร้อยละ 14 (YoY) (จาก 7.7 ล้านตันเป็น 8.8 ล้านตัน) จากแรงหนุนผู้ซื้อหลักอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ได้นำเข้าข้าวจำนวนมากเพื่อสต็อกเป็นความมั่นคงด้านอาหาร (ไทยส่งออกไป 3 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 590 (YoY) และมีสัดส่วนปริมาณส่งออกรวมร้อยละ 26)

 

 

  • มองต่อในปี 2567 การส่งออกข้าวไทยคงลดลง จากคำสั่งซื้อใหม่ของผู้ซื้อหลักที่อาจลดลงจากที่ได้เร่งนำเข้าไปแล้วในปีก่อน แม้บางส่วนจะถูกชดเชยด้วยการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับอินโดนีเซียและจีน ขณะที่ไทยคงเผชิญเอลนีโญในช่วงไตรมาสแรกของปี ที่จะทำให้เกิดภัยแล้ง สะท้อนจากข้อมูลของ NOAA ที่คาดว่า เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่จากดัชนี Ocean Nino Index (ONI) ที่สูงกว่า 0.5 องศาเซลเซียส อาจต่อเนื่องถึงในเดือนมี.ค.2567 (รูปที่ 1) อีกทั้งปริมาตรน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ณ 7 ก.พ.2567 ลดลงร้อยละ 8 (YoY) กดดันผลผลิตข้าวนาปรัง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่เอลนีโญจะอ่อนกำลังลงและเข้าสู่ภาวะเป็นกลางมากขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.2567 (รูปที่ 2) จึงอาจกระทบผลผลิตข้าวนาปีไม่มาก ส่งผลต่อภาพรวมผลผลิตข้าวไทยในปีนี้ให้ยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 31 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งมีเพียงพอเพื่อการส่งออก

 

 

  • ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างนโยบายส่งออกข้าวอินเดียในปี 2567 จะกระทบการส่งออกข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวหลักอันดับ 1 ของโลกที่ครองสัดส่วนปริมาณส่งออกราวร้อยละ 40 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวขาวในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งในเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองในช่วงก่อนเลือกตั้งที่พรรครัฐบาลอินเดียของโมดีต้องการรักษาความนิยม และเพื่อควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ จึงใช้มาตรการห้ามส่งออกข้าว (ข้าวขาว) ซึ่งคาดว่าคงมีความจำเป็นน้อยลงหากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ประกอบกับ USDA คาดว่า ผลผลิตข้าวของอินเดียในปี 2567 อาจลดลงไม่มากที่ร้อยละ 2.8 (YoY)

 

 

ดังนั้น จากการที่อินเดียน่าจะกลับมาส่งออกข้าว ทำให้ไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคากับอินเดีย จะกดดันการส่งออกข้าวขาวไทยในปี 2567 ให้ลดลงร้อยละ 17 (YoY) (จาก 4.8 ล้านตันเป็น 4 ล้านตัน) ซึ่งเป็นประเภทข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ ไทยมีราคาส่งออกข้าวขาวสูงกว่าอินเดีย (รูปที่ 3) กระทบส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวขาวไทยในตลาดโลกให้ลดลง (รูปที่ 4)      

  • แม้ว่าการส่งออกข้าวขาวจะมีปริมาณลดลง แต่ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกข้าวหอมมะลิ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยอาจมีปริมาณส่งออกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 (YoY) (จาก 1.32 ล้านตันเป็น 1.39 ล้านตัน) โดยข้าวหอมมะลิแม้จะมีสัดส่วนปริมาณส่งออกไม่มากที่ร้อยละ 18 แต่เป็นข้าวเกรดพรีเมียมที่มีราคาขายสูง มีคุณภาพและมีโอกาส โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทย ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยร้อยละ 2.1 ต่อปีในปี 2557-2561 เป็นเฉลี่ยร้อยละ 5.2 ต่อปีในปี 2562-2566 (รูปที่ 5)

 

 

  • โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2567 ภาพรวมมูลค่าส่งออกข้าวไทยอาจลดลงร้อยละ 13 (YoY) จาก 5,144 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 4,495 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (รูปที่ 6) เนื่องจากปริมาณการส่งออกข้าวลดลงร้อยละ 10 (YoY) จาก 8.8 ล้านตัน เป็น 7.9 ล้านตัน และราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยลดลงร้อยละ 3 (YoY) จาก 587 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เป็น 569 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน โดยสาเหตุหลักมาจากแรงฉุดของมูลค่าการส่งออกข้าวขาวที่ลดลงทั้งในด้านปริมาณและราคา เนื่องจากอินเดียอาจกลับมาส่งออกข้าวขาวหลังการเลือกตั้ง