ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร Q1/69 หดตัวเป็นไตรมาสที่ 3 คาดส่งออกปี 69 อาจหดตัวจากสงครามตะวันออกกลาง และภาวะเอลนีโญ
Key Highlights :
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในQ1/69 อยู่ที่ 11,746 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) หดตัว -2.1%YoY หลังจากไตรมาสก่อนที่หดตัว -4.1%YoY
สำหรับสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ยางพารา (-22.5%YoY) ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อน จากการที่จีนเร่งนำเข้าก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะบังคับใช้ ข้าว (-16.7%YoY) จากการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น หลังจากอินเดียกลับมาทำตลาดส่งออกข้าวอีกครั้ง รวมทั้งการส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มันสำปะหลัง (-19.0%YoY) จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-6.7%YoY) จากการเร่งนำเข้าในช่วง 1H/68 และน้ำตาลทราย (-30.2%YoY) จากราคาตลาดโลกที่ลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่
Krungthai COMPASS มองว่า ในปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยอาจหดตัวจาก 1. สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง 2. ภาวะเอลนีโญและต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงอาจกดดันผลผลิตสินค้าเกษตรไทย 3. นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะกระทบต่อสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง รวมถึงสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน 4. แรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่เข้มข้นขึ้น
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรใน Q1/69 หดตัวเป็นไตรมาสที่ 3
ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรใน Q1/69 หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ -2.1%YoY จากไตรมาสก่อนที่หดตัว -4.1%YoY โดยการส่งออกไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% หดตัว -6.7%YoY ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อน จากการเร่งนำเข้าก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะบังคับใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีนอย่างยางพารา
ส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 11% หดตัว -9.6%YoY ส่วนหนึ่งจากสต็อกของคู่ค้าในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง จากการเร่งนำเข้าในช่วง 1H/68 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าข้าว และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4% หดตัวสูงถึง -30.0%YoY จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 โดยเฉพาะข้าว และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
.jpg)
ในรายละเอียด หมวดสินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่องที่ -5.5%YoY (สัดส่วนราว 53% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัวสูง ได้แก่
- ยางพารา (-22.5%YoY) จากฐานที่สูงในปีก่อน จากการที่จีนเร่งนำเข้าก่อนที่ภาษีสหรัฐฯ บังคับใช้
- ข้าว (-16.7%YoY) จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงหลังอินเดียกลับมาส่งออก และผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- มันสำปะหลัง (-19.0%YoY) จากปัญหาโรคใบด่าง ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบส่งออก
ส่วนกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่
- ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง (32.5%YoY) ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในจีน
ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ 1.6%YoY (สัดส่วนราว 47%) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่
-อาหารสัตว์เลี้ยง (5.5%YoY) จากความต้องการนำเข้าในสหภาพยุโรป
ส่วนกลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่
-อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-6.7%YoY) จากการเร่งนำเข้าในช่วง 1H/68
-น้ำตาลทราย (-30.2%YoY) จากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลง
ใน Q1/69 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยไปตะวันออกกลางมีภาพรวมที่หดตัวในหลายรายการสำคัญ
.jpg)
อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่าการส่งออกหดตัว -22.6%YoY โดยเฉพาะทูน่ากระป๋องหดตัว -23.2%YoY เนื่องจากคำสั่งซื้อชะลอตัวลงจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
ข้าว มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงถึง -61.7%YoY โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวขาวหลักของไทย โดยใน Q1/69 ปริมาณการส่งออกข้าวไทยไปตลาดอิรักอยู่ที่ราว 0.9 แสนตัน หรือลดลง -70%YoY จากปัญหาติดขัดด้านการขนส่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถส่งออกข้าวไปตลาดอิรักได้
สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ
1) ”ข้าว”หดตัวต่อเนื่องใน Q1/69
มูลค่าการส่งออกข้าวใน Q1/69 หดตัว -16.7%YoY เป็น 955 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการส่งออกข้าวโดยรวมที่
หดตัว -9.6%YoY และราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยโดยรวมที่ลดลง -7.8%YoY โดยเฉพาะข้าวขาว ที่มูลค่าการส่งออกหดตัวถึง -20.1%YoY จากราคาส่งออกข้าวขาวโดยรวมที่หดตัว โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ที่ราคาปรับลดลง -18.2%YoY เป็น 399 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากการกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้งของอินเดียที่เร่งระบายสต็อกปริมาณสูงตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. 2568
.jpg)
ส่วนมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิขยายตัว 4.7%YoY แม้ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.0%YoY จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เป็น 1,178 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว -8.1%YoY จากการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักหดตัว -12.1%YoY จากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
2) “ยางพารา” หดตัวสูงใน Q1/69
มูลค่าการส่งออกยางพาราใน Q1/69 อยู่ที่ 1,221 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -22.5%YoY โดยแบ่งเป็น
ยางแผ่นและยางแท่งหดตัวถึง -23.5%YoY โดยปริมาณการส่งออกหดตัว -17.3%YoY จากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง -30.9%YoY1 ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อน จากการที่จีนเร่งนำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในอัตรา 25% ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 2568 รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตรถยนต์ของจีนใน Q1/69 ที่ลดลง -6.9%YoY ส่วนราคาส่งออกลดลง -7.5%YoY เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
น้ำยางข้นหดตัว -19.5%YoY จากปริมาณการส่งออกหดตัว -10.4%YoY ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อน จากการที่จีนเร่งนำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางจีนส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีตอบโต้ ส่วนราคาส่งออกลดลง -10.2%YoY เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
.jpg)
.jpg)
3) “มันสำปะหลัง” Q1/69 หดตัวทั้งมันเส้นมันอัดเม็ด และแป้งมัน
มูลค่าการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดใน Q1/69 อยู่ที่ 112 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -44.1%YoY ในแง่ปริมาณหดตัว -52.9%YoY เพราะผลผลิตสำหรับการส่งออกมีจำกัด จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังระบาดในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งหลักของโรงงานมันเส้นและมันอัดเม็ด ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาได้ จากปัจจัยผลผลิตที่ตึงตัว ทำให้ราคาส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดเพิ่มขึ้น 18.7%YoY เป็น 218 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ส่วนมูลค่าการส่งออกแป้งมันสำปะหลังดิบและดัดแปรอยู่ที่ 539 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -9.4%YoY โดยในแง่ปริมาณหดตัว -21.4%YoY เพราะผลผลิตที่มีจำกัดจากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเช่นกัน ทำให้ราคาส่งออกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15.3%YoY เป็น 574 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
.jpg)
.jpg)
4) ”ผลไม้” กลับมาขยายตัวใน Q1/69
มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งใน Q1/69 กลับมาขยายตัว 32.5%YoY เป็น 904 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดหลักขยายตัว 48.3%YoY2 โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย ขยายตัวสูงถึง 186.6%YoY ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำ เพราะในช่วง Q1/68 ได้รับผลกระทบจากทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารของจีน ประกอบกับความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาส่งออกเฉลี่ย
ทุเรียนสดของไทยไปจีน Q1/69 ปรับลดลง -6.9%YoY เนื่องจากไทยยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่สูงกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกลำไย หดตัวถึง -28.0%YoY ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการตรวจสอบสารตกค้างที่เข้มงวดขึ้นของจีน และมีการปฏิเสธการนำเข้าลำไย ทำให้ผู้นำเข้าชะลอการรับซื้อลำไยเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
.jpg)
5) “ผลิตภัณฑ์ไก่” หดตัวใน Q1/69
.jpg)
ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปใน Q1/69 หดตัว -2.0%YoY เป็น 1,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น
มูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง (31% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) หดตัว -18.8%YoY เป็น 298 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะจากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง -58.6%YoY3 เนื่องจากจีนระงับการนำเข้าจากโรงงานไก่ไทย 22 แห่ง ตั้งแต่ ส.ค. 2568 รวมถึงจีนเพิ่มการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ภายในประเทศ และลดการนำเข้า นอกจากนี้ การส่งออกไปญี่ปุ่นหดตัว -7.5%YoY4 เนื่องจากญี่ปุ่นกลับไปนำเข้าจากบราซิลมากขึ้น หลังการฟื้นตัวจากโรคไข้หวัดนกในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของบราซิล
มูลค่าการส่งออกไก่แปรรูป (69% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) ขยายตัว 6.2%YoY เป็น 801 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปขยายตัว 2.7%YoY5 ราคาส่งออกปรับเพิ่ม 4.1%YoY เป็น 4,606 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารในสหภาพยุโรป
ทิศทาง การส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ในปี 2569-2570
ข้าว
ข้าวไทยยังเผชิญแรงกดดันจากตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ได้หนุนราคาส่งออก แต่กลับทำให้การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางชะลอลง โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไปตลาดอิรัก ซึ่งถือว่าเป็นตลาดสำคัญของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตลาดอิรัก 1.0 ล้านตัน คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค.2569 ไทยมีปริมาณการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักอยู่ที่ราว 0.9 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ราว 3.0 แสนตัน หรือลดลง -70%YoY จากปัญหาติดขัดด้านการขนส่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ไม่สามารถส่งออกข้าวไปตลาดอิรักได้ นอกจากนี้ ยังคงเผชิญกับการเร่งระบายสต็อกข้าวของอินเดีย เงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงการที่สหรัฐฯ กดดันให้คู่ค้าเปิดเสรีนำเข้าข้าว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงข้าวไทยถูกแย่งตลาดได้
ปี 2569 คาดมูลค่าการส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -9%YoY จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบตลาดสำคัญอย่างอิรักในช่วง 1H/69 ทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง -9%YoY เหลือ 7.2 ล้านตัน แม้ 2H/69 สถานการณ์อาจคลี่คลายจนส่งออกได้ตามปกติ แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากสงคราม อาจทำให้คำสั่งซื้อข้าวฟื้นตัวได้จำกัด อีกทั้งผลผลิตข้าวไทยเผชิญกับเอลนีโญตั้งแต่ 2H/69 และต้นทุนปุ๋ยเคมีอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ คำสั่งซื้อที่หดตัวและการแข่งขันสูงจากการระบายสต็อกข้าวของอินเดียส่งผลให้ราคาข้าวโน้มลดลง โดยคาดว่าราคาส่งออกข้าวขาว 5% จะลดลง -1%YoY มาอยู่ที่ 401 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ส่วนในปี 2570 คาดมูลค่าการส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4%YoY จากแรงหนุนของราคา โดยคาดว่าราคาข้าวขาว 5% จะอยู่ที่ 413 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 3%YoY จากภาวะเอลนีโญที่ทำให้ผลผลิตข้าวโลกลดลง อย่างไรก็ดี ราคายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2565-2567 ซึ่งอยู่ที่ 526 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 1%YoY ที่ 7.3 ล้านตัน แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับช่วงปี 2557-2561 หรือปี 2567 ที่เคยส่งออกได้เฉลี่ยปีละ 9-10 ล้านตันต่อปี
ยางพารา
ยางพาราไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางจำกัด เนื่องจากส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 3% แต่จะเผชิญแรงกดดันทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี จะได้รับแรงหนุนจากราคายางสังเคราะห์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจทำให้ความต้องการใช้ยางพาราธรรมชาติเพิ่มขึ้น ส่วนนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกยางพาราของไทยจำกัด เนื่องจากยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน
ในปี 2569 คาดมูลค่าการส่งออกยางพาราจะอยู่ที่ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.3%YoY โดยคาดว่าราคาส่งออกยางพาราจะอยู่ที่ 2.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 9.8%YoY จากอุปทานยางพาราที่ตึงตัว โดยเฉพาะในประเทศผู้ผลิตหลักอย่างไทยและอินโดนีเซียมีแนวโน้มเผชิญภาวะเอลนีโญในช่วง 2H/69 รวมถึงผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมี อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของยางพาราลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตยางพารามีแนวโน้มลดลง
แม้สงครามตะวันออกกลางจะหนุนราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับสูง จนทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้นและอาจช่วยหนุนความต้องการใช้ยางธรรมชาติ แต่ภาพรวมการส่งออกยางพาราไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มหดตัว โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกจะอยู่ที่ 2.5 ล้านตัน ลดลง -5.1%YoY จากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักคิดเป็น 40% ของการส่งออกยางพาราไทยทั้งหมด รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการผลิตของจีนและห่วงโซ่อุปทานที่ไทยเกี่ยวข้องอยู่ นอกจากนี้ มาตรการ EUDR ที่เข้มข้นขึ้นอาจกดดันการส่งออกยางพาราไทยไปสหภาพยุโรป
ส่วนในปี 2570 คาดว่า มูลค่าการส่งออกยางพาราจะหดตัว -13.5%YoY อยู่ที่ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาส่งออกยางพาราจะอยู่ที่ 1.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ลดลง -8.5%YoY ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสงครามตะวันออกกลางคาดว่าจะคลี่คลายลง ขณะที่ปริมาณการส่งออกยางพาราคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4 ล้านตัน ลดลง -5.5%YoY จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้ายางพาราจากไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
มันสำปะหลัง
แม้ธุรกิจมันสำปะหลังจะได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะพึ่งพาตะวันออกกลางไม่ถึง 1% แต่ในปี 2569-2570 จะเผชิญแรงกดดันด้าน Supply คือ การขาดแคลนท่อนพันธุ์เพราะโรคใบด่าง และความเสี่ยงจากเอลนีโญในช่วง 2H/69 รวมถึงต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย จนกระทบผลผลิตต่อไร่และปริมาณส่งออก ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะพึ่งพาจีนสูง การแข่งขันราคากับข้าวโพดจีน นโยบายจีนที่พึ่งพาการผลิตเอทานอลจากข้าวโพดหรือถ่านหินมากขึ้น รวมถึงแข่งขันกับเวียดนามซึ่งมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทย อีกทั้งยังมีปัจจัยกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า
ในปี 2569-2570 ผลผลิตมันสำปะหลังคาดว่าจะอยู่ที่ 24.2 ล้านตัน (-10.3%YoY) และ 24.4 ล้านตัน (+1.0%YoY) ตามลำดับ ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2564-2568 ซึ่งอยู่ที่ราว 30 ล้านตัน และจะกดดันต่อปริมาณการส่งออก โดยในปี 2569 มูลค่าการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดคาดว่าจะอยู่ที่ 612 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -20%YoY แม้ราคาส่งออกเฉลี่ยจะขยายตัว 35%YoY เป็น 260 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ปริมาณการส่งออกจะหดตัว -41%YoY จากผลผลิตหัวมันสดที่มีจำกัด ส่วนในปี 2570 คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะอยู่ที่ 598 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -2%YoY เพราะแม้ปริมาณการส่งออกจะกลับมาขยายตัว 2%YoY หากไทยควบคุมการระบาดของโรคใบด่างได้มากขึ้น แต่ราคาส่งออกเฉลี่ยจะลดลง -4%YoY เป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากต้องแข่งกับราคาข้าวโพดจีน อย่างไรก็ดี ระดับมูลค่าการส่งออกในปี 2569-2570 จะยังเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2564-2568 ซึ่งอยู่ที่ราว 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เช่นเดียวกับมูลค่าการส่งออกแป้งมันสำปะหลังดิบและดัดแปรในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,928 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -6%YoY เพราะปริมาณการส่งออกที่ลดลงถึง -24%YoY แม้ราคาส่งออกเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 24%YoY เป็น 585 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และในปี 2570 คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะอยู่ที่ 1,966 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2%YoY โดยแม้ปริมาณการส่งออกจะกลับมาขยายตัว 4%YoY แต่ราคาส่งออกเฉลี่ยจะลดลง -2%YoY เป็น 574 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง
เหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกผลไม้ไปตะวันออกกลางเพียง 0.9% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย เช่นเดียวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกผลไม้ไปสหรัฐฯ เพียง 1.7% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยคิดเป็น 88% อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้าผลไม้เพื่อบริโภคมีแนวโน้มลดลง
ในปี 2569-2570 คาดว่า มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 6.2 และ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -5.0%YoY และ -7.0%YoY ตามลำดับ เพราะแม้ความต้องการบริโภคผักและผลไม้เมืองร้อนของชาวจีน โดยเฉพาะทุเรียน คิดเป็นสัดส่วน 72% ของการส่งออกผักและผลไม้ทั้งหมดของไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ ลงพื้นที่เพื่อควบคุมและยกระดับคุณภาพของทุเรียน รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์และด่านส่งออกไปจีน แต่คาดว่าราคาส่งออกทุเรียนสดจะมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ราว 3,802-4,091 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราคาส่งออกทุเรียนสดของไทยในปี 2566-2568 อยู่ที่ 4,146 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากการส่งออกทุเรียนไปจีนเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลผลิตทุเรียนของจีนที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น อีกทั้งทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารของจีน อาทิ ปัญหาทุเรียนอ่อนและมาตรฐานควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนสด นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบจากภาวะเอลนีโญตั้งแต่ 2H/69 ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณผลผลิตผักและผลไม้ของไทยลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบั่นทอนต่อการส่งออกผลไม้ของไทย
ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป
สำหรับสงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไก่ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกไก่ไปตะวันออกกลางน้อยกว่า 2% ของการส่งออกไก่ทั้งหมดของไทย แต่ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกไก่ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกไก่ไปสหรัฐฯ น้อยกว่า 1% ของการส่งออกไก่ทั้งหมดของไทย ขณะที่การเปิดตลาดนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลืองคาดว่าจะส่งผลดีต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ และส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตของธุรกิจปลายน้ำอย่างไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามกรอบเวลาการบังคับใช้ที่แน่ชัดภายหลัง
ในปี 2569-2570 คาดว่า มูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปจะอยู่ที่ 4.7 และ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.4%YoY และ 3.1%YoY ตามลำดับ และปริมาณการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปจะอยู่ที่ 1.24 และ 1.28 ล้านตัน ขยายตัว 2.7%YoY และ 2.9%YoY ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมีทิศทางฟื้นตัวตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการส่งออกไก่แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นที่ยังขยายตัวตามความนิยมบริโภคอาหารพร้อมทาน รวมทั้งการระบาดของโรคไข้หวัดนกในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งออกไก่ของไทยยังเผชิญกับแรงกดดันจากค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง และการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างบราซิล เนื่องจากบราซิลสามารถจัดการโรคไข้หวัดนกในประเทศได้ ทำให้คู่ค้าสหภาพยุโรปอาจกลับไปนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากบราซิลแทน
นอกจากนี้ การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไปจีน คาดว่าจะยังหดตัว เพราะแม้ล่าสุดจะมีการเตรียมลงนามพิธีสารส่งออกไก่ไทยไปจีนฉบับใหม่ และไทยเร่งยื่นเรื่องคืนคุณสมบัติการส่งออกไก่ของ 17 โรงงานไปยังจีน แต่มีปัจจัยลบจากจีนมีแนวโน้มลดการพึ่งพาการนำเข้าไก่ และหันมาเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ โดยคาดว่าการนำเข้าไก่ของจีนในปี 2569 จะอยู่ที่ 2.5 แสนตัน ลดลง -15.8%YoY และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2564-2568 ที่ 5.9 แสนตัน6
สงครามตะวันออกกลางอาจกดดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในระยะถัดไป
Krungthai COMPASS มองว่า สงครามตะวันออกกลางอาจกดดันรายได้และอัตรากำไรของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยประเมินกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจาก 2 เกณฑ์ ได้แก่ สัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และสัดส่วนต้นทุนน้ำมันและไฟฟ้าต่อต้นทุนทั้งหมด
3 สินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง เพราะพึ่งพาตะวันออกกลางมาก อีกทั้งยังมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันและไฟฟ้าที่สูง โดย 3 สินค้านี้มีสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางถึง 13%-15% ของการส่งออกไปตลาดโลก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 5.4% ทั้งยังมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันและไฟฟ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 2.7% ของต้นทุนทั้งหมด โดยเฉพาะข้าว และปลาสดแช่เย็นแช่แข็งที่มีความเปราะบางอยู่แล้วจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ที่ราว 12% นอกจากนี้ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าระวางเรือและค่าWar Risk Premium อาจกระทบความต้องการนำเข้าสินค้าไทยในตะวันออกกลางและกดดันกำไรของผู้ส่งออก
.jpg)
Implication
Krungthai COMPASS มองว่า การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2569 อาจมีแนวโน้มหดตัว โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้
1.สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย และต้นทุนค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า อีกทั้งต้นทุนขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม นอกจากนี้ กำลังซื้อของคู่ค้าในตะวันออกกลางที่อ่อนแอจากภาวะสงครามอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง เป็นต้น
2.ภาวะเอลนีโญและต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูง อาจกดดันผลผลิตสินค้าเกษตรไทยในระยะข้างหน้า โดยช่วง 2H/69 ไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 อีกทั้ง ราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันให้ผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรของไทยในช่วง พ.ค. 2569-เม.ย. 2570 ลดลง และอาจเกิดภาวะอุปทานตึงตัวได้
3.นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังกดดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย แม้ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าของไทยลดลงจาก 19% เหลือ 10% จนถึงวันที่ 24 ก.ค. 2569 อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง รวมถึงสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน เช่น ยางพารา
4.แรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของ สหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลักอย่างยางพาราและปาล์มน้ำมัน แม้จะมีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นวันที่ 30 ธ.ค. 2569 สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ และ 30 มิ.ย. 2570 สำหรับ SMEs แต่รายละเอียดเชิงปฏิบัติกลับ “ชัดและเข้มขึ้น” เช่น การบังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับระดับพิกัดแปลง (Geolocation) การจัดทำ Due Diligence Statement และการใช้ระบบข้อมูลกลางของ EU ซึ่งหากไทยยังพึ่งพาระบบรับรองแบบกระจัดกระจายและ Traceability ไม่ถึงระดับแปลงเพาะปลูก ทำให้ความได้เปรียบจากการถูกจัดเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำอาจไม่เพียงพอในการรักษาส่วนแบ่งตลาดยุโรปในอนาคต
by:
สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์
กฤชนนท์ จินดาวงศ์
ปราโมทย์ วัฒนานุสาร
สุทธิภัทร ราชคม
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS



