• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home เผยผลวิจัย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง "การมองเห็น" และ "ความน่าเชื่อถือ" ตอบโจทย์การค้นหาคำตอบผ่าน AI
เผยผลวิจัย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง

เผยผลวิจัย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง "การมองเห็น" และ "ความน่าเชื่อถือ" ตอบโจทย์การค้นหาคำตอบผ่าน AI

เบอร์สันเผยผลวิจัย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง "การมองเห็น" และ "ความน่าเชื่อถือ" ในการทำ Generative Engine Optimization เพื่อตอบโจทย์การค้นหาคำตอบผ่าน AI

 

งานวิจัยจากเบอร์สัน ครอบคลุมการวัดคะแนนความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI กว่า 55,000 ข้อ ครอบคลุม 85 บริษัททั่วโลก พบว่าความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI แตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้รับสาร โดยกลุ่มผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจจะไว้วางใจในคำตอบเหล่านี้มากกว่าบุคคลทั่วไปราว 10%

 

นิวยอร์ก, 2 มิถุนายน 2569 – เบอร์สัน เอเจนซี่ระดับโลกด้านการสื่อสารที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านการเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ "The Credibility Paradox" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นที่แตกต่างกันไปของแต่ละกลุ่มผู้รับสาร เมื่อพิจารณาคำตอบของ AI เกี่ยวกับแบรนด์และบริษัทต่างๆ โดยรายงานฉบับนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Generative Engine Optimization (GEO) หรือการออกแบบเนื้อหาเพื่อ Generative AI ยกระดับจากกระบวนการทางเทคนิคที่เน้นเพิ่มการมองเห็นและอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง ต่อยอดไปสู่โอกาสเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรและแบรนด์โดยมีความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจสำคัญ

 

“ในโลกยุค ‘Zero-Click’ นี้ ผู้บริโภคอาจถามคำถามกับ AI โดยไม่คลิกต่อไปดูคำตอบถึงแหล่งต้นทาง จึงทำให้ LLM ทั้งหลายขึ้นมามีบทบาทเป็นผู้กำหนดชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร” คอรีย์ ดูโบรวา ซีอีโอของเบอร์สัน กล่าว “AI ทำหน้าที่ทั้งสร้าง สรุป และส่งมอบข้อมูลถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ดังนั้น การทำให้แบรนด์หรือองค์กรปรากฏอยู่ในคำตอบของ LLM ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมองเห็นเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของโจทย์นี้ บทบาทของเราไม่ใช่แค่การทำให้ลูกค้าปรากฎอยู่ในสายตาของกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างเนื้อหาและหลักฐานที่แข็งแกร่งแบบรอบด้าน ซึ่งจะเสริมให้ AI สามารถให้คำตอบที่น่าเชื่อถือกับกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแต่ละแบรนด์ งานวิจัยชิ้นล่าสุดของเราจึงพร้อมที่จะให้แนวทางในการเปลี่ยนความน่าเชื่อถือนี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน”

 

เบอร์สันได้ร่วมมือกับ Profound แพลตฟอร์ม AI ชั้นนำด้านการตลาด เพื่อรวบรวมคำตอบที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของแบรนด์และองค์กรต่างๆ จากแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ 7 ราย ด้วยคำถามที่ครอบคลุม 85 บริษัท และมุ่งวัดผลด้วย 8 ตัวชี้วัดด้านภาพลักษณ์องค์กร ภายใต้แนวคิด “Reputation Capital” ของเบอร์สัน ได้แก่ นวัตกรรม, ความคิดสร้างสรรค์, สภาพแวดล้อมการทำงาน, ผลิตภัณฑ์, ผลประกอบการ, ธรรมาภิบาล, ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเป็นผู้นำ ทั้งนี้ คำตอบแต่ละข้อได้รับการประเมินคะแนนความน่าเชื่อถือสำหรับผู้รับสาร 3 กลุ่ม ได้แก่ ประชาชนทั่วไป, ผู้นำทางความคิดเห็น (Opinion Elites) และผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ โดยใช้เครื่องมือ Decipher ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเบอร์สัน พัฒนาร่วมกับบริษัท Limbik ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cognitive AI ที่มุ่งเน้นความเข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีผลคะแนนความน่าเชื่อถือรวมทั้งสิ้น 55,000 รายการที่นำมาทำการวิเคราะห์

 

สรุปผลการวิจัย

 

  • AI ให้ความสำคัญกับหลักฐานที่จับต้องได้ โดยข้อเท็จจริงในด้านนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และสภาพแวดล้อมการทำงาน ทำคะแนนความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าประเด็นที่อาจพลิกผันได้ตามมุมมองของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นผู้นำ ธรรมาภิบาล หรือความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น การวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาให้ครอบคลุมทั้งช่องทางสื่อ แพลตฟอร์มของตัวองค์กรเอง และช่องทางโซเชียลต่างๆ จึงเป็นส่วนสำคัญในการทำ GEO เพราะ AI ยังคงให้ความสำคัญกับข้อมูลและคำยืนยันจากแหล่งต่างๆ ที่เป็นอิสระจากตัวแบรนด์หรือองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการรายงานข่าว รีวิวจากผู้ใช้จริง หรือบทสนทนาในโลกออนไลน์

 

  • สภาพแวดล้อมการทำงาน คือตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือที่ถูกมองข้าม โดยก่อนหน้านี้ เบอร์สันได้เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ Global Reputation Economy ที่ระบุว่าสภาพแวดล้อมจริงในที่ทำงานมักเป็นปัจจัยที่ถูกมองข้ามในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร และปรากฎการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับคำตอบจาก LLM เช่นกัน เนื่องจากคำตอบในด้านนี้มักทำคะแนนความน่าเชื่อถือได้สูงสุดในกลุ่มประชาชนทั่วไป สอดคล้องกับการที่ LLM มักอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างอิสระ เช่น บทวิจารณ์บนแพลตฟอร์มด้านบุคลากร รายงานเกี่ยวกับตลาดแรงงาน และเนื้อหาข่าวในหน้าสื่อต่างๆ

 

  • ความเป็นผู้นำ คือปัจจัยที่สร้างความน่าเชื่อถือได้ยากที่สุดผ่าน AI โดยคำตอบในประเด็นนี้ทำคะแนนความน่าเชื่อถือได้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในทุกอุตสาหกรรมที่ทำการวิจัย โดยสำหรับอุตสาหกรรมการบินและเทคโนโลยีที่สามารถทำคะแนนในหัวข้อนี้ได้ดีนั้น ข้อมูลที่นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงด้านความเป็นผู้นำมักมาจากประเด็นในด้านโครงสร้างการบริหารงาน ผลประกอบการของธุรกิจ และการรับรองจากภายนอกองค์กร แทนที่จะมาจากการสื่อสารของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว

 

  • ระดับความเชื่อมั่นในคำตอบแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้รับสาร คำตอบของ AI ที่ดูน่าเชื่อถือ อาจไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่นกลุ่มลูกค้าทั่วไป นักลงทุน พนักงาน หรือหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉลี่ยแล้ว ผลวิจัยระบุว่ากลุ่มผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจจะเชื่อถือคำตอบจาก AI มากกว่ากลุ่มประชาชนทั่วไปราว 10% เนื่องจากผู้รับสารกลุ่มดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า จึงมีแนวโน้มที่จะเปิดรับเรื่องราวในเชิงนวัตกรรมและกลไกทางธุรกิจมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น การทำ GEO ที่แม่นยำจึงต้องแบ่งแยกตามกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

 

รายงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบแนวคิดการทำงานที่เบอร์สันพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างและปกป้องชื่อเสียงของลูกค้าผ่านช่องทางการให้ข้อมูลโดย AI โดยกรอบแนวคิดดังกล่าวควบรวมกลยุทธ์ทั้งในช่องทางสื่อ แพลตฟอร์มขององค์กร และช่องทาง โซเชียลเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างคอนเทนต์ในภาพรวมที่ขับเคลื่อนด้วยมุมมองและเรื่องราวจากแหล่งที่เป็นอิสระ น่าเชื่อถือ และเสริมให้เรื่องราวนั้นๆ แข็งแรงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เบอร์สันยังพิจารณาถึงความแตกต่างทางภาษา มุมมอง และแนวคิดในแต่ละตลาด เพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถรับมือกับความท้าทายด้านภาพลักษณ์องค์กรได้ในหลากหลายภูมิภาคและวัฒนธรรม

 

"ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระแสความสนใจด้าน AI โดยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การปรากฏตัวของชื่อแบรนด์ในคำตอบของ AI แต่ยังให้ความสนใจน้อยมากกับความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และน่าเชื่อถือของคำตอบเหล่านั้น ซึ่งรายงานวิจัยของเรามีจุดมุ่งหมายที่จะปิดช่องว่างในส่วนนี้” เรด เซอร์ทิดา หัวหน้าฝ่าย Intelligence & Transformation ภูมิภาค APAC ของเบอร์สัน กล่าว "บทบาทของ AI ที่เพิ่มมากขึ้นในฐานะสื่อกลางระหว่างองค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่เพียงตัวกำหนดว่าผู้คนจะได้ค้นพบหรือสัมผัสกับแบรนด์ต่างๆ อย่างไร แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจและประเมินภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย โอกาสที่สำคัญของทุกองค์กรจึงไม่หยุดอยู่เพียงแค่การได้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่ AI เลือกนำไปใช้ แต่ครอบคลุมถึงการเสริมให้คำตอบเหล่านั้นมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรายสำคัญมีความไว้วางใจในองค์กรนั้นๆ ต่อไป”

 

"จุดเริ่มต้นของ GEO มาจากโจทย์ด้านการมองเห็น และการวัดผลด้วยรายงานที่ตรวจสอบคำตอบของ AI” สตีฟ รูเบล (Steve Rubel) รองประธานบริหารฝ่าย Media Insights & Measurement ของเบอร์สัน กล่าวเสริม "ข้อมูลจากรายงานฉบับนี้บอกเราอย่างชัดเจนว่า GEO มีความสำคัญมากกว่านั้น ในฐานะบททดสอบว่าชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ขององค์กรมีความชัดเจน แข็งแรง และน่าเชื่อถือพอที่จะถูกนำไปอ้างอิงผ่าน AI หรือไม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ผู้รับสารมีมุมมองและความคิดเห็นของตัวเองชัดเจนขึ้นทุกวัน กรอบแนวคิดของเราช่วยให้นักสื่อสารสามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังยกระดับให้ GEO เป็นอีกหนึ่งศาสตร์ใหม่ในด้านการบริหารจัดการภาพลักษณ์ขององค์กรอีกด้วย”

 

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ www.bursonglobal.com/BeyondGEO