BI ขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบสู่ 5.50% เพื่อปกป้องค่าเงินท่ามกลางโจทย์ความเชื่อมั่นที่ซับซ้อนขึ้น (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
BI ขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบการประชุม สะท้อนแรงกดดันต่อค่าเงินและความเชื่อมั่นที่ยังไม่คลี่คลาย
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points สู่ระดับ 5.50% ในการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ก่อนกำหนดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 มิ.ย. ส่งผลให้ BI ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมเป็น 75bps ภายในเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในการประชุมเดือน พ.ค. ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ พร้อมกันนี้ BI ยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสู่ระดับ 4.50% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สู่ระดับ 6.25% (รูปที่ 1)

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบครั้งที่ 2 ในรอบ 8 ปี และสะท้อนว่าความเปราะบางของค่าเงินรูเปียห์ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยความท้าทายในรอบนี้แตกต่างจากปี 2561 ที่ BI เคยขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบเพื่อชะลอการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่และลดแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ในขณะที่การอ่อนค่าของรูเปียห์ในรอบนี้สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายในประเทศจากความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกเหนือไปจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านการอ่อนค่าของค่าเงินรูเปียห์ 7.6%YTD ตั้งแต่ต้นปีมาอยู่ที่ 18,058 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2569 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียสุทธิกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ฯ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงมากกว่า 38.2% (8 มิ.ย.) สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี (รูปที่ 2)

จากแรงกดดันภายนอก สู่การจับตาทิศทางนโยบายภายในประเทศ
ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดการเงินอินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเพิ่มภาระทางการคลังในการอุดหนุนราคาน้ำมัน และเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 รัฐบาลประกาศมาตรการหลายด้านเพื่อดึงเงินตราต่างประเทศกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนค่าเงินรูเปียห์ อาทิ การรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และ Ferroalloys ผ่านหน่วยงานภายใต้การดูแลของกองทุน Danantara โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติต้องนำรายได้จากการส่งออก 100% กลับมาฝากในระบบธนาคารในประเทศ และการเพิ่มบทบาทของ Danantara ในการบริหารรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
แม้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเงินตราต่างประเทศในประเทศและลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนบางส่วนมองว่าเป็นการเพิ่มบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจและเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะข้างหน้า
กฎหมายใหม่เพิ่มคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (BI)
รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านกฎหมายปฏิรูประบบการเงินฉบับใหม่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ขยายบทบาทของ BI ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ควบคู่ไปกับภารกิจเดิมด้านการรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจรัฐสภาในการประเมินผลการดำเนินงานและออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันต่อ BI สำนักงานกำกับดูแลภาคการเงิน (OJK) และสถาบันประกันเงินฝาก (LPS) รวมถึงเพิ่มกลไกการถอดถอนคณะกรรมการผู้ว่าการ BI (ตารางที่ 1)
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังคงได้รับการคุ้มครอง แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าบทบาทของ BI ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยเฉพาะภายใต้เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 8% ภายในปี 2572

BI ใช้ทุกเครื่องมือเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดจึงเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินของ BI โดย BI เลือกใช้มาตรการแบบ All-Out Defense ครอบคลุมทั้งการขึ้นดอกเบี้ย การเพิ่มผลตอบแทนตราสาร SRBI อายุ 6-12 เดือน การลดต้นทุน Hedging Swap สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การเปิด Repo Facility อายุ 3-12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ระบบธนาคารและตลาดเงิน รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นของการแทรกแซงตลาดเงินผ่าน Spot Intervention, DNDF และ Offshore NDF
พร้อมกันนี้ BI และกระทรวงการคลังยังประกาศความร่วมมือเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของสินทรัพย์การเงินอินโดนีเซียและดึงดูดเงินทุนต่างชาติกลับเข้าประเทศ สะท้อนว่าทางการกำลังใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังร่วมกันเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
ผลของมาตรการดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านยอดคงค้างตราสาร SRBI ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.พ. 2569 ขณะที่ผลตอบแทน SRBI อายุ 1 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 7.25% สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ 6.90% สะท้อนความพยายามของทางการในการเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลรูเปียห์และช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงิน (รูปที่ 3)

ความเสี่ยงเศรษฐกิจอินโดนีเซียอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของนโยบาย มากกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โจทย์สำคัญของอินโดนีเซียในระยะข้างหน้าไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายเศรษฐกิจได้หรือไม่ ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อวินัยการคลัง ความเป็นอิสระของ BI และบทบาทของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ความผันผวนของราคาพลังงานโลกอาจเป็นตัวเร่งให้ความกังวลด้านความเชื่อมั่นพัฒนาไปสู่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจจริงได้ หากทางการไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างทันท่วงที



