• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน
Home ประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค. คาด Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% และปรับขึ้นในเดือนธ.ค.
ประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค. คาด Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% และปรับขึ้นในเดือนธ.ค.

ประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค. คาด Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% และปรับขึ้นในเดือนธ.ค.

ประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค. คาด Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% และปรับขึ้นในเดือนธ.ค. หากเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย  (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. 2569 หลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะระยะยาว อาจช่วยลดความจำเป็นในการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้น เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลชะลอการบริโภคและการลงทุน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจจริงมากน้อยเพียงใด


ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นหดตัวรุนแรง โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนว่า Fed ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัว


ถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธาน Fed ในการประชุม IMF-World Bankสะท้อนว่าพัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยรวมยังเป็นไปตามที่ Fed ประเมินไว้ ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. 2569


อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังเป็นข้อจำกัดการดำเนินนโยบายการเงิน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ย. 2569 เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.7% YoY จากปัจจัยด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นหลัก ประกอบกับเงินเฟ้อพื้นฐานโดยเฉพาะในภาคบริการที่มีความหนืด


คาด Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในเดือนธ.ค. 2569 หากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงยังไม่คลี่คลาย ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. 2569 เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายในระยะอันใกล้ ส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวนและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง 


ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน แต่เป็นการส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังราคาสินค้าและบริการ รวมถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ซึ่งหากแรงกดดันเงินเฟ้อขยายวงกว้างและยืดเยื้อ Fed อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ และรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน


อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงานอาจจำกัดขอบเขตการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed โดยหากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และการจ้างงานชัดเจนขึ้น Fed อาจต้องชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะยังสูงกว่าเป้าหมาย


สำหรับปี 2570 ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของแรงกดดันเงินเฟ้อ และความสามารถของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในการรองรับภาวะการเงินที่ตึงตัว


ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวโน้มราคาพลังงาน ตลอดจนผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่อาจมีนัยต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจะยังไม่ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

 
ขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามหากการลงทุนดังกล่าวชะลอลง โดยเฉพาะเมื่อภาคเศรษฐกิจอื่นเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเปราะบางมากกว่าที่ตัวเลขการเติบโตโดยรวมสะท้อน


ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว Fed จะเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงสูง ขณะที่ตลาดแรงงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงพร้อมกัน