• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** ปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น
Home โลกแบ่งขั้วด้านพลังงาน แต่ธุรกิจไทยยังต้องเร่งปรับสู่พลังงานสะอาด
โลกแบ่งขั้วด้านพลังงาน แต่ธุรกิจไทยยังต้องเร่งปรับสู่พลังงานสะอาด

โลกแบ่งขั้วด้านพลังงาน แต่ธุรกิจไทยยังต้องเร่งปรับสู่พลังงานสะอาด

โลกแบ่งขั้วด้านพลังงาน แต่ธุรกิจไทยยังต้องเร่งปรับสู่พลังงานสะอาด (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

 

Key Focus

 

- โลก “แบ่งขั้วด้านพลังงาน” อย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับพลังงานฟอสซิล ขณะที่ยุโรปและจีนเร่งสนับสนุนพลังงานสะอาด และหลายประเทศก็เริ่มใช้มาตรการคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า

 

- ธุรกิจไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับสู่พลังงานสะอาด จากทั้งแรงกดดันด้านการค้าโลกและทิศทางกฎหมายลดโลกร้อนของไทย อีกทั้งต้นทุนของธุรกิจหลายสาขายังมีความอ่อนไหวต่อค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น และยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

-พลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายในบริบทไทย โดยธุรกิจสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้หลายรูปแบบ (เช่น ลงทุนโดยตรง, Green Finance, Leasing, Private PPA และ ESCO) ซึ่งจะส่งผลต่อการประหยัดค่าไฟฟ้าและความคุ้มค่าในการลงทุนแตกต่างกัน ทำให้ต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ


โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “แบ่งขั้วด้านพลังงาน” (Energy Polarization)

 

โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “แบ่งขั้วด้านพลังงาน” มากขึ้น จากแนวทางนโยบายที่ให้ความสำคัญแตกต่างกันระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานฟอสซิลและการเร่งลดการปล่อยคาร์บอน งาน World Economic Forum (WEF)   ปี 2026 ณ เมืองดาวอส ตอกย้ำการแยกขั้วด้านนโยบายพลังงานระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยฝั่งสหรัฐฯ กลับเพิ่มการสนับสนุนพลังงานฟอสซิลมากขึ้น ขณะที่จีนผลักดันพลังงานสะอาด เพื่อสร้างบทบาทผู้นำในเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

 

สหรัฐฯ ในช่วงหลัง เพิ่มน้ำหนักต่อการเร่งเพิ่มอุปทานพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร Executive Order 14154 “Unleashing American Energy” (20 ม.ค. 2025) ที่เน้นผ่อนปรนกฎระเบียบบางส่วนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาแหล่งพลังงานฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาด แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงนโยบายและการลงทุนเดิมในระบบเศรษฐกิจ 

 

ฝั่งจีนเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น โดยจีนบรรลุเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลม   เป็น 1,200 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2024 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดถึง 6 ปี

 

 

ด้านยุโรปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์มากกว่าฟอสซิลเป็นครั้งแรก ในปี 2025 โดยมีสัดส่วนประมาณ 30.1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด สะท้อนการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่รวดเร็วในยุโรป


ธุรกิจไทย “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ที่ต้องปรับสู่พลังงานสะอาด

 

ธุรกิจไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน” ทั้งจากกติกาการค้าโลก นโยบายภายในประเทศ และต้นทุนธุรกิจเอง ทำให้การปรับสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “เงื่อนไขของการแข่งขัน”

 

ด้านแรก กติกาการค้าโลกนั้น มาตรการ CBAM ของ EU เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026  โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องรายงานและ “จ่ายต้นทุนคาร์บอน” ตามการปล่อยในกระบวนการผลิตสินค้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามูลค่าส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ราว 3.8% ของการส่งออกไปยุโรป (ราว 28,000 ล้านบาท) และผู้ผลิตต้องส่งข้อมูล Carbon Footprint ให้คู่ค้า ซึ่งทำให้ “คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนทางการค้าโดยตรง” 

 

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออก แต่ส่งผ่านมายังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ผู้ผลิตในประเทศ เพราะผู้ส่งออกจำเป็นต้องเริ่มใช้ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเป็นหนึ่งในเกณฑ์เลือกซัพพลายเออร์

 

ด้านที่สองที่เป็นนโยบายในประเทศ กฎหมายลดโลกร้อนของไทยที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2027 ทำให้ภาคธุรกิจต้องรายงานและจ่ายต้นทุนการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้การใช้พลังงานสะอาดมีบทบาทมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ กฎหมายลดโลกร้อนกำลังวางระบบบังคับใช้ เช่น การรายงานการปล่อย (MRV) และ Carbon Pricing (ETS และ Carbon Tax) เพื่อให้ต้นทุนคาร์บอนถูกสะท้อนในระบบเศรษฐกิจทำการใช้พลังงานสะอาดกลายวิธีลดการปล่อยคาร์บอนและบริหารต้นทุนในอนาคต

 

สุดท้ายด้านต้นทุนธุรกิจ ธุรกิจหลายสาขาพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าสูง ทำให้ต้นทุนธุรกิจอ่อนไหวต่อค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงค่าไฟฟ้าแพง และยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการขาดแคลนพลังงาน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การบริหารต้นทุนพลังงานกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน ในช่วงปี 2021–2025 การใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจกระจุกตัวใน 7 สาขา โดยคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 63.6% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของภาคธุรกิจ

 

 

ทางเลือกการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะกับภาคธุรกิจไทย

 

ภายใต้แรงกดดันจากกติกาสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องมองหาพลังงานสะอาดที่ทั้งทำได้จริงและคุ้มค่า โดยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายที่สุดในทางปฏิบัติ เนื่องจากสามารถติดตั้งสะดวกได้บนหลังคา ใช้งานได้ทันที ช่วยลดค่าไฟโดยตรง และไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนเหมือนทางเลือกอื่น

 

ธุรกิจสามารถเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้หลายรูปแบบ เช่น การลงทุนติดตั้งเอง กู้ยืมผ่านสินเชื่อ/หุ้นกู้สีเขียว (Green Finance) เช่าซื้อ (Lease) การทำสัญญาซื้อไฟฟ้า (Private PPA) และ ESCO ซึ่งแต่ละรูปแบบเหมาะกับรูปแบบการใช้ไฟฟ้า เงื่อนไขการดำเนินธุรกิจ รวมถึงวงจรชีวิตของธุรกิจ (Business Life Cycle) ที่แตกต่างกัน 

 

ทั้งนี้ รูปแบบในการลงทุนอาจถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขโครงข่าย กฎระเบียบและการอนุมัติจากการไฟฟ้า (เช่น MEA PEA) รวมถึงปัจจัยเฉพาะโครงการอื่น ๆ ที่ต้องประเมินก่อนตัดสินใจลงทุน


ธุรกิจควรพิจารณาทางเลือกในการลงทุนโซลาร์รูฟท็อปให้เหมาะกับวงจรธุรกิจ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจมักเน้นรักษาเงินสดจึงเหมาะกับ Private PPA มากกว่า ขณะที่ช่วงเติบโตและมั่นคงรายได้และความพร้อมสูงขึ้น ธุรกิจมีทางเลือกกว้างขึ้น เช่น ลงทุนโดยตรง Green Finance และLease และสามารถเพิ่ม ESCO เพื่อโอนความเสี่ยงและยกระดับประสิทธิภาพพลังงาน ส่วนช่วงถดถอยควรเน้นความยืดหยุ่นและลดภาระเงินก้อน จึงมักเหมาะกับ Lease Private PPA และ ESCO มากกว่า

 

นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกรูปแบบการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ควรพิจารณา 4 ปัจจัยหลักเพิ่มเติม ได้แก่ (1) ความพร้อมด้านงบลงทุนเริ่มต้น (2) ความพร้อมด้านการเดินระบบและบำรุงรักษา (3) สถานะการครอบครองพื้นที่ และ (4) ควบคู่กับ Day-Load Ratio (DLR) หรือ สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันต่อการใช้ไฟฟ้ารวม โดยทั่วไปหากธุรกิจมีงบลงทุนและทีมดูแลพร้อม แนวทาง “เป็นเจ้าของระบบ” (ลงทุนโดยตรงหรือใช้ Green Finance) มักเหมาะกว่า โดยเฉพาะกรณีที่ DLR สูงหรือปานกลาง และมีความมั่นใจว่าจะใช้พื้นที่ได้ยาวพอสำหรับระยะคืนทุน

 

ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ไม่พร้อมเงินก้อนหรือไม่ต้องการเพิ่มภาระการดูแลระบบควรเริ่มจากโมเดลแบบบริการ (Private PPA และ ESCO) เพื่อลดภาระการลงทุนและโอนงานดูแลให้ผู้ให้บริการ ทั้งนี้ หากเป็นกรณีโรงงานเช่าหรือสัญญาเช่าไม่ยาวหรือมีความเสี่ยงย้ายไซต์ ควรให้ความสำคัญกับเงื่อนไขการออกจากสัญญา การโอนสัญญา และการรื้อย้ายตั้งแต่ต้น 


ขณะเดียวกันกรณี DLR ต่ำควรคุมขนาดติดตั้งหรือเลือกโมเดลที่ช่วยลดความเสี่ยงไฟฟ้าส่วนเกิน และหากต้องการความแน่นอนของผลลัพธ์หรือต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หลายไซต์พร้อมกันสามารถยกระดับ ESCO เป็นตัวเลือกหลักได้

 

 

รูปแบบการลงทุนโซลาร์ที่แตกต่างกันส่งผลให้ผลลัพธ์ทางการเงินต่างกัน ทั้งระดับการลดค่าไฟ (%) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) การประเมินดังกล่าวควรพิจารณาขนาดโครงการเพิ่มเติม เพื่อให้สะท้อนความคุ้มค่าในการลงทุนของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

 

คำนวณโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด โดยการคำนวณต้นทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจในไทยอ้างอิงข้อมูลตาม Thailand PV Status Report 2023 (DEDE) ทั้งนี้ ต้นทุนจริงอาจแตกต่างตามสภาพหน้างาน ขอบเขตงาน (เช่น งานเสริมหลังคา ระบบไฟ และภาษี) และเงื่อนไขสัญญาของผู้ให้บริการ


โดยสรุป การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคธุรกิจช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดค่าไฟ 10%-50% และใช้เวลาคืนทุนราว 4-7 ปี ซึ่งจะแตกต่างกันตามรูปแบบการลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนโดยตรง ROI อาจสูงถึงราว 20% ในส่วน ESCO และ Private PPA ไม่สามารถคำนวณ ROI แบบเดียวกับการลงทุนโดยตรง เนื่องจากธุรกิจไม่ได้ใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่มาจากส่วนของเจ้าของ และในกรณี Green Finance ยังอาจกู้ได้ Loan-to-Value (LTV) สูงถึง 100% จึงควรพิจารณา “เงินสดสุทธิรายเดือนหรือปีแรก” ควบคู่กับ “% ลดค่าไฟ” มากกว่า ROI เพียงอย่างเดียว