• คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงเผชิญ แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6%YoY จึงปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โต 1.6-2% @@@ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า
Home ‘นครหลวงคอนกรีต’ เดินหน้าธุรกิจเหมืองหิน 1.2 ล้านตันต่อปี ตามแนวทาง ESG
‘นครหลวงคอนกรีต’ เดินหน้าธุรกิจเหมืองหิน 1.2 ล้านตันต่อปี ตามแนวทาง ESG

‘นครหลวงคอนกรีต’ เดินหน้าธุรกิจเหมืองหิน 1.2 ล้านตันต่อปี ตามแนวทาง ESG

นครหลวงคอนกรีต เดินหน้าธุรกิจเหมืองหินในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เฟส 1 กำลังการผลิต 100,000 ตันต่อวัน หรือ 1.2 ล้านตันต่อปี เฟส 2 มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต อีก 1.2 ล้านตันต่อปี มุ่งเน้นแนวทาง ESG ผ่านแผนฟื้นฟู 4 ระยะ ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว 82.6% และพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ ฟื้นฟูชุมชนรอบพื้นที่กว่า 50 ครัวเรือน รวมถึงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตชุมชนใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 เป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แนวทางสำคัญครอบคลุมการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและน้ำ การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทางเลือก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและชุมชน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เหมืองโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

 

 

แผนฟื้นฟูเหมืองสู่พื้นที่สีเขียว 646 ไร่
นายอมฤต มณีเสาวนพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอะกรีเกต บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือ อินทรี อะกรีเกต กล่าวว่า เหมืองหินชลบุรี อินทรี อะกรีเกต อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เริ่มจัดหาพื้นทีเมื่อปี 2548 เริ่มก่อสร้างปี 2568 บนพื้นที่ 780 ไร่ ได้รับประทานบัตร 30 ปี เหลือระยะเวลาอีก 23 ปี เหมืองหินประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1. หน้าเหมือง เน้นเรื่องความปลอดภัย เสียง และแรงสั่นสะเทือน 2. โรงโม่ ต้องดูแลเรื่องฝุ่น สิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูชุมชนรอบพื้นที่กว่า 50 ครัวเรือน โดยเฟส 1 มีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อวัน หรือ 1.2 ล้านตันต่อปี และเฟส 2 มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต อีก 1.2 ล้านตันต่อปี เริ่มกำลังการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันวัสดุมวลรวมคุณภาพสูงและยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

"เราวางตำแหน่งธุรกิจเป็นพรีเมียม มีแนวทางใช้ทรัพยากรหินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ อาทิ STONETEC และ SANDTEC หรือทรายประดิษฐ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หินและทรายทดแทนจากวัสดุพลอยได้ในกระบวนการผลิต (By-product) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)"

STONETEC และ SANDTEC มีคุณสมบัติเทียบเท่าหิน และทรายธรรมชาติ โดยสร้างให้มีคุณภาพพรีเมียม ใส่แบรนด์ พร้อมทำการสื่อแบรนด์ทางการตลาด โดยร่วมกับ จุฬาลงกรณ์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำผลงานวิจัยไปสื่อสารแบรนด์ว่ามีคุณภาพสามารถใช้งานได้จริง ช่วยลดต้นทุนจากการใช้ซีเมนต์ลงได้ ซึ่งเราพิสูจน์แล้ว ข้อดีคือ ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบคงที่ ซึ่งในต่างประเทศใช้อย่างแพร่หลาย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นเรื่องใหม่ ปัจจุบันยุโรป และจีน ไม่ให้ขุดทรายธรรมชาติ เพราะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่นในบ้านเรา บริเวณจังหวัดอยุธยา อ่างทอง เป็นพื้นที่ต่ำ ที่ทำทรายธรรมชาติ ต้องนำหน้าดินออกประมาณ 5 เมตร เมื่อนำทรายขึ้นมา พื้นที่จึงไม่สามารถปลูกข้าวได้อีก หรือแม้กระทั่งการสูบทรายในแม่น้ำ ก็เกิดการรุกพื้นที่ ทำให้เกิดปัญหาตลิ่งพัง ในต่างประเทศมองว่าเป็นเรื่องไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทราบประดิษฐ์จึงเป็นเรื่องปกติ ปัจจุบัน STONETEC และ SANDTEC จากโรงโม่หินที่จังหวัดสุพรรณบุรี วางจำหน่ายแล้ว ซึ่งโรงโม่ชลบุรี จะดำเนินตามแนวทางที่สุพรรณบุรี

 


นายอมฤต กล่าวว่า บริษัทฯ วางแผนฟื้นฟูเหมืองหินชลบุรีของ อินทรี อะกรีเกต ในพื้นที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำนวน 4 ระยะ ประกอบด้วย การวางแผนก่อนทำเหมือง การฟื้นฟูระหว่างทำเหมือง การปิดเหมืองและฟื้นฟูขั้นสุดท้าย และการติดตามผล หลังปิดเหมือง เพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัย สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และคงคุณค่าต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แผนการฟื้นฟูดำเนินการตามมาตรการ EIA โดยมีแผนปลูกต้นไม้ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 82.6% ของพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด พร้อมพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ ขณะที่บ่อน้ำอีก 17.4% จะใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชนโดยรอบ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ “Buffer Zone” เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัทฯ เลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทนทาน เจริญเติบโตได้ดี และดูแลรักษาง่าย อย่างต้นสะเดา ประดู่ป่า พะยูง ตะแบก กระถินเทพา มะค่าโมง และยางนา

 


โดยกิจกรรมในวันนี้ ทางคณะผู้บริหารและพนักงานอาสาจากกลุ่มบริษัทฯ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กรพันธมิตร ลูกค้า และชุมชนมาบคล้า ได้ร่วมกันปลูกต้นสะเดา จำนวน 600 ต้น ในพื้นที่ Buffer Zone เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ ลดผลกระทบจากการดำเนินงาน รวมถึงจัดกิจกรรมสันทนาการและให้ความรู้ในเรื่องความปลอดภัย และเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านมาบคล้าที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

 

 

นายอมฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการเหมืองดำเนินภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความปลอดภัย” ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน และการบริหารจัดการน้ำ ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง

บริษัทฯ นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนกระบวนการผลิตและการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบพ่นละอองน้ำและระบบตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

จากพื้นที่อุตสาหกรรมสู่คุณค่าร่วมของชุมชน
นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อม อินทรี อะกรีเกต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนโรงเรียนบ้านมาบคล้า ทั้งการปรับปรุงอาคารเรียน ทาสีรั้ว จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมสันทนาการและการเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชน

บริษัทฯ ยังสนับสนุนการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ ประเพณีวิ่งควาย ลอยกระทง งานกฐินและงานทอดผ้าป่า รวมถึงเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารเหมืองที่ไม่ได้มุ่งเพียงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน เพื่อให้เหมืองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน