• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน
Home มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชูยุทธศาสตร์ด้าน Mental Health ปูทางเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชูยุทธศาสตร์ด้าน Mental Health ปูทางเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชูยุทธศาสตร์ด้าน Mental Health ปูทางเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ประกาศขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิต (Mental Health) อย่างเป็นระบบในแผนยุทธศาสตร์ใหม่ (ปี 2026-2030) มุ่งเน้นการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้าผ่านการพัฒนาเด็กเชิงองค์รวม พร้อมยกระดับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ยั่งยืน

นางสาวหลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการพันธกิจด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพจิตโดยจัดให้อยู่ภายใต้พันธกิจด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก จากผลการลงพื้นที่และการรับฟังเสียงสะท้อนจากเด็ก ชุมชน และผู้ปกครอง พบว่าในปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตของเด็กมีความรุนแรงและทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 


“การส่งเสริมสุขภาพจิตไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพกายหรือการศึกษาเท่านั้น แต่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีความสุขทั้งกายและใจ มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงนำเรื่อง Mental Health เข้ามาบูรณาการในงานพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ เปรียบเหมือนการดูแลระบบนิเวศรอบตัวเด็ก การทำให้เด็กมีความเข้มแข็งทางจิตใจนั้น จำเป็นต้องพัฒนาสภาพแวดล้อม ตลอดจนเสริมทักษะและศักยภาพให้แก่ผู้ดูแลเด็กทั้งหมดในระบบนิเวศแบบ 360 องศา” นางสาวหลินฟ้า กล่าว

ด้านนางสาวสุชาวลี มั่นคง เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางจิตสังคม มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าเด็กและวัยรุ่นทั่วโลก 1 ใน 7 คนเผชิญความผิดปกติทางสุขภาพจิต ขณะที่ข้อมูลในประเทศไทย ที่เก็บสถิติโดยศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) พบว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (อายุ 11-14 ปี) คิดเป็น เกือบ 10% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด และจากการรายงานของ UNICEF ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีวัยรุ่นไทยเกือบ 18% ที่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กและวัยรุ่น ได้แก่

· ปัจจัยภายใน (ชีวภาพและสมอง): การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ฮอร์โมน รวมถึงพัฒนาการทางสมองในส่วนอารมณ์ที่เติบโตเร็วกว่าสมองส่วนการยับยั้งชั่งใจและการปรับตัว ทำให้วัยรุ่นรับมือกับอารมณ์ตนเองได้ยาก

· ปัจจัยภายนอก: แรงกดดันด้านการแข่งขันทางการศึกษา ปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนซึ่งไทยติดอันดับ 2 ของโลก การเลี้ยงดูในครอบครัวที่ขาดพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่วัยดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์และทักษะทางสังคมในชีวิตจริง

ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ริเริ่มสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โครงการ “ศิลปะฮีลใจ วัยรุ่น Gen Z” ในช่วงเดือนแห่งสุขภาพจิต ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชน สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพ กรมสุขภาพจิต และภาคีเครือข่ายจิตวิทยา ร่วมแลกเปลี่ยนและระบายความเครียดผ่านงานศิลปะ

นอกจากนี้ในภาวะวิกฤต เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้จัดตั้ง Child-Friendly Space หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในศูนย์อพยพ พร้อมฝึกอบรมเยาวชนแกนนำลงพื้นที่ดูแลและฟื้นฟูสุขภาวะทางใจของเด็ก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลทางจิตใจจากสถานการณ์วิกฤต

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อมั่นว่าการแก้ปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยองค์กรเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามแนวคิด “การเลี้ยงดูเด็ก 1 คน ต้องใช้คนทั้งชุมชน” โดยแต่ละภาคส่วนมีบทบาทสำคัญในการเป็น “จิ๊กซอว์” ที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศรอบตัวเด็ก โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง ดังนี้

· ครอบครัว: ด่านแรกในการรับฟัง สังเกตความเปลี่ยนแปลง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยโดยไม่ตัดสิน

· โรงเรียนและครู: สร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ช่วยเหลือ คัดกรอง ป้องกันการกลั่นแกล้งกัน และสอนทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม

· ภาครัฐ: สนับสนุนนโยบาย งบประมาณ ระบบการคัดกรอง และการเข้าถึงบริการทางจิตเวชในชุมชน

· ภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญ: สนับสนุนนวัตกรรม งบประมาณ และรณรงค์ลดการตีตราผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

สำหรับแนวโน้มในอีก 3-5 ปีข้างหน้า นางสาวหลินฟ้ามองว่า ปัญหาสุขภาพจิตเด็กจะกลายเป็นประเด็นท้าทายหลักเนื่องจากความกดดันทางสังคม เทคโนโลยี และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเด็กกลุ่มเปราะบาง ที่อาจถูกทิ้งและเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยาก มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงวางแผนขยายการดำเนินงานเชิงป้องกันล่วงหน้า ได้แก่

· ผลักดันหลักสูตร SEL (Social and Emotional Learning) นำร่องพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดจันทบุรี

· ยกระดับทักษะผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก โดยส่งเสริมพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกเชิงบวก ถ่ายทอดทักษะแก่ครู พ่อแม่ และอาสาสมัครชุมชน ให้มี “เรดาร์” ในการสังเกต คัดกรอง และส่งต่อเด็กได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

· นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ จับมือร่วมกับภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้เด็กยุคดิจิทัลเข้าถึงข้อมูลและรับคำปรึกษาทางสุขภาพจิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“การดูแลสุขภาพจิตของเด็กในวันนี้ คือการปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเด็กมีจิตใจที่เข้มแข็ง เขาก็พร้อมจะเติบ