ภูเก็ต ประเทศไทย : ณ หาดแหลมตง ทางตอนเหนือสุดของเกาะพีพีดอน ทะเลอันดามันไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของร้านอาหาร Edgewater Bar & Grill เท่านั้น แต่ยังมีส่วนกำหนดว่าวัตถุดิบใดจะถูกนำมารังสรรค์เป็นเมนูในแต่ละวัน
เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ Satya Beeknoo ประเมินว่า ปัจจุบันอาหารทะเลราว 60% ที่ใช้ในร้านอาหารริมชายหาดของ OUTRIGGER Phi Phi Island Resort มาจากชาวประมงอูรักลาโวยจในท้องถิ่นโดยตรง ส่วนที่เหลือมาจากชาวประมงที่รีสอร์ตไว้วางใจในจังหวัดกระบี่และพังงา โดยเชฟ Satya จะปรับการรังสรรค์เมนูตามวัตถุดิบที่เรือประมงนำกลับมาในแต่ละวัน แทนการยึดติดกับวัตถุดิบเดิม ๆ ในทุกวัน
“ในแต่ละวันเราปรุงอาหารตามวัตถุดิบที่จับได้ ไม่ใช่ตามเมนูตายตัว” เชฟ Satya กล่าว “สิ่งที่ชาวประมงนำกลับมาในแต่ละวันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเสิร์ฟอะไร สภาพอากาศและสภาพท้องทะเลก็ส่งผลต่อวัตถุดิบที่หาได้เช่นกัน เราจึงอยากเชิญชวนแขกให้เพลิดเพลินกับวัตถุดิบที่สดใหม่ที่สุดในช่วงเวลานั้น”
ครอบครัวชาวอูรักลาโวยจเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวเลแห่งแหลมตงมาอย่างยาวนาน โดยการประมงได้หล่อหลอมวิถีชีวิตของพวกเขามาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่การท่องเที่ยวจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเกาะพีพีมากขึ้น ชุมชนอูรักลาโวยจเดินทางระหว่างเกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามันเพื่อออกหาปลาและทรัพยากรทางทะเล โดยมีฤดูกาลและสภาพอากาศเป็นตัวกำหนดการเดินทาง
ความผูกพันระหว่างเชฟ Satya กับแหลมตงนั้นมีมาก่อนที่ OUTRIGGER จะเข้ามาบริหารรีสอร์ต โดยเชฟ Satya เป็นผู้นำทีมครัวของรีสอร์ตมาตั้งแต่ปี 2561 พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และชาวประมงในพื้นที่
เมื่อ OUTRIGGER เข้าซื้อกิจการรีสอร์ตในเดือนเมษายน 2568 แผนการปรับโฉมรีสอร์ตครั้งใหม่ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับชาวประมงอูรักลาโวยจ รวมถึงการจัดทำสวนผักของเชฟภายในรีสอร์ต เพื่อส่งมอบวัตถุดิบสดใหม่สู่ครัวของรีสอร์ท ต่อมารีสอร์ทได้เปิดตัวอีกครั้งในชื่อ OUTRIGGER Phi Phi Island Resort เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีเชฟ Satya ยังคงรับหน้าที่ผู้นำทีมครัวต่อเนื่องมา
เชฟ Satya เกิดและเติบโตที่ประเทศมอริเชียส ท่ามกลางรสชาติอาหารที่เป็นเอกลักษณ์แบบชาวครีโอล (Creole flavors) รวมถึงภาพและกลิ่นหอมของอาหารที่ปรุงด้วยไฟ ความทรงจำเหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านเมนูที่ Edgewater Bar & Grill โดยผสานอาหารทะเลสดจากทะเลอันดามัน สมุนไพรไทย เครื่องเทศแบบครีโอล และเทคนิคการปรุงด้วยไฟเข้าด้วยกัน
เชฟ Satya กล่าวเสริมว่า “สำหรับผม การทำอาหารที่ดีคือเรื่องของความเรียบง่าย การดึงรสชาติและเอกลักษณ์ของวัตถุดิบออกมาอย่างเหมาะสม และรสชาติ ทำทุกอย่างให้เรียบง่าย เพราะความสมบูรณ์แบบเกิดจากการที่เราใส่ใจในทุกรายละเอียด และตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”


เมนูแกงกุ้งล็อบสเตอร์ผสมเครื่องเทศครีโอล (Lobster Curry with Creole Spices) เชฟเรียนรู้พื้นฐานของเมนูนี้จากการเฝ้าดูคุณแม่ทำอาหารตั้งแต่ยังเด็ก และที่ Edgewater Bar & Grill เขาได้นำเมนูนี้มาปรุงด้วยกุ้งล็อบสเตอร์สดจากท้องถิ่น เครื่องเทศครีโอล และสมุนไพรไทยที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี
สำหรับเมนูปลากะพงคลุกเกล็ดมะพร้าว (Sea Bass Cooked in Coconut Flakes) เชฟจะนำปลาไปหมักกับเครื่องเทศครีโอลสูตรเฉพาะ คลุกเคล้าด้วยเกล็ดมะพร้าว แล้วนำไปปรุงสุกด้วยความร้อนข้างเปลวไฟแทนการย่างบนไฟโดยตรง เมื่อมะพร้าวค่อย ๆ ถูกความร้อนจนหอม จะช่วยเพิ่มกลิ่นรมควันอ่อน ๆ และกลิ่นหอมของมะพร้าวคั่วให้กับเนื้อปลา โดยไม่กลบรสชาติความสดหวานของวัตถุดิบหลัก
นอกจากนี้ เชฟ Satya ยังนำเสนอสองเมนูอาหารไทยระดับซิกเนเจอร์ ได้แก่ ข้าวซอย ที่ผสานเส้นเข้ากับน้ำแกงกะทิเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศ และผัดไทยซีฟู้ด ที่ชูความสดใหม่ของอาหารทะเลท้องถิ่นคู่กับรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมจากมะขาม
เคล็ดลับในการสร้างสมดุลของรสชาติ เชฟ Satya สรุปไว้อย่างเรียบง่ายด้วยหลัก 5S ได้แก่ Sweet, Sour, Salty, Spice และ Satya โดยตัว “S” สุดท้าย หรือ “Satya” นั้น เชฟอธิบายว่าเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เขาสอดแทรกไว้ในอาหาร โดยที่ยังคงชูความโดดเด่นของอาหารทะเลซึ่งเป็นหัวใจหลักของจาน
เชฟยังได้นำสูตรอาหารของครอบครัวมาเป็นแรงบันดาลใจในการแข่งขัน Iron Chef Thailand จนสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันโดยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เชฟ Satya และเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนได้รับโจทย์วัตถุดิบปริศนา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปูสด ก่อนจะร่วมกันสร้างสรรค์เมนูจนคว้าชัยชนะในการแข่งขัน
สิ่งที่เขารังสรรค์ออกมาเพื่อตอบรับโจทย์นี้คือแกงปูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์มอริเชียส ซึ่งนำไปปรุงสุกภายในลูกมะพร้าวเหนือเตาถ่านร้อน เชฟ Satya กล่าวว่า“เมนูจานนี้พาผมย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก และยังเป็นโอกาสพิเศษที่ผมได้ถ่ายทอดรากเหง้าและตัวตนของตัวเองผ่านอาหารบนเวทีการแข่งขัน”
สมุนไพรสดจากสวนออร์แกนิกภายในรีสอร์ตคืออีกหนึ่งองค์ประกอบท้องถิ่นที่ช่วยเติมเต็มอาหารของเชฟ Satya เขาเลือกนำสมุนไพรเหล่านี้มาใช้ใกล้กับเวลาเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งจานในขั้นตอนสุดท้าย หรือใช้เป็นส่วนผสมในซอสต่าง ๆ นอกจากนี้ คลาสเรียนทำอาหารแบบส่วนตัว เชฟจะเริ่มต้นด้วยการพาแขกไปทำความรู้จักกับสมุนไพรในสวน ก่อนย้ายไปยังครัวแบบเปิดโล่งริมทะเล เพื่อเรียนรู้และลงมือปรุงอาหารไทยสองถึงสามเมนู
สำหรับประสบการณ์เชฟส์เทเบิล 5 คอร์ส ภายใต้ชื่อ “Satya’s Journey Through Fire” เชฟ Satya ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านห้าขั้นตอน ได้แก่ Ignite (จุดประกาย), Smoke (กรุ่นควัน), Flame (เปลวเพลิง), Embers (ถ่านไฟคุ) และ Afterglow (แสงอุ่นหลังไฟมอด) โดยแต่ละคอร์สจะนำเสนอศิลปะการปรุงอาหารด้วยความร้อนจากไฟในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
Edgewater Bar & Grill ตั้งอยู่ห่างจากชายหาดเพียงไม่กี่ก้าว บรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากมื้อกลางวัน สู่ช่วงจิบเครื่องดื่มยามเย็น และต่อเนื่องไปจนถึงมื้อค่ำ พร้อมอาหารทะเลย่าง เมนูรสชาติแบบไทย และค็อกเทล ท่ามกลางแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเหนือท้องทะเลอันดามัน ขณะที่ในช่วงค่ำ นักดนตรีคนไทยจะมาร่วมบรรเลงดนตรีอะคูสติกริมทะเล เติมเต็มบรรยากาศให้กับค่ำคืน
เชฟ Satya กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมตั้งใจให้อาหารทะเลเป็นพระเอกของจาน และปล่อยให้วัตถุดิบได้บอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวของตัวมันเอง”
OUTRIGGER Phi Phi Island Resort เปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2569 ประกอบด้วยห้องสวีทและวิลล่าจำนวน 63 ห้อง ตั้งอยู่บนหาดแหลมตง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี รีสอร์ตตั้งอยู่บนพื้นที่อันเงียบสงบทางตอนเหนือของเกาะพีพีดอน และสามารถเดินทางเข้าถึงได้ทางเรือเท่านั้น
และที่ห้องอาหาร Edgewater Bar & Grill แห่งนี้ เชฟ Satya ก็ยังคงเริ่มต้นการรังสรรค์เมนูทุกจาน จากสิ่งที่เรือประมงหามาได้ในแต่ละวันเสมอ


