ไดกิ้น ร่วมเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน GREEN UP 2026 ของแสนสิริ ปักธงลดคาร์บอนในภาคอาคาร เดินหน้าเทคโนโลยีสีเขียว–เศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมปั้น “คน” ขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ
บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านระบบปรับอากาศและโซลูชันอากาศสะอาดระดับโลก ร่วมเป็นพันธมิตรภาคธุรกิจในงานฟอรัมความยั่งยืนแห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ซึ่งจัดโดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมเวทีเสวนา Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ตอกย้ำจุดยืนการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องปรับอากาศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรทั้งอุตสาหกรรม
สำหรับงาน GREEN UP 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยปีนี้ ยกระดับแนวคิดการจัดงานสู่ “Regenerative Business” หรือการเดินหน้าจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางการมาถึงของเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการวัดผลประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานอาคาร โดย “ไดกิ้น” ในฐานะพันธมิตรภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาคาร ได้เข้าร่วมเวทีนี้เพื่อร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติจริง (Share Business Practice) ที่องค์กรดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เผยว่าสำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนอย่าง Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะไดกิ้นได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนำสารทำความเย็น R32 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำกว่าสารทำความเย็นในยุคก่อนมาใช้ในประเทศไทย ทำให้การมาถึงของ Thailand Taxonomy จึงเป็นเหมือนตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของไดกิ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และยังช่วยยืนยันว่าทิศทางที่องค์กรเดินหน้ามานั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศและตรงตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
(1).jpg)
“ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีการใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคาร-ที่อยู่อาศัย ไดกิ้นจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด ผ่านกลยุทธ์ 2 แกนหลัก แกนแรกคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน และแกนที่สอง คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต”
นายวรุตม์ กล่าวเสริมถึงความท้าทายของเรื่อง Thailand Taxonomy โดยมองในมุมว่าความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องที่หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
“ปัจจุบันไดกิ้นมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 95% การปรับตัวเรื่อง Taxonomy จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโรงงานของไดกิ้น แต่เรามองเรื่องนี้ร่วมกับซัพพลายเออร์ คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หนึ่งในแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพ (Reclaim) ก่อนจะนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม แม้กระบวนการนี้จะมีต้นทุนสูง แต่เราเชื่อว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความท้าทายในเรื่องนี้จึงรวมไปถึงการสร้างความเข้าใจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนในวันนี้ คือการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
จับมือแสนสิริ พร้อมมุ่งส่งเสริม “คน” – เคียงข้าง SME วางรากฐานการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง
การจับมือกับ “แสนสิริ” และพันธมิตรในเวที GREEN UP 2026 จึงตอกย้ำบทบาทของไดกิ้น ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงด้วยการนำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง ๆ
นอกจากนี้ สิ่งที่ไดกิ้นให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คือเรื่องของ ‘คน’ เพราะแม้ Thailand Taxonomy จะเป็นกรอบที่ช่วยกำหนดทิศทางความยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงคือบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นโดยรวม
โดยที่ผ่านมา ไดกิ้นได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (OVEC) ในการสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรสายอาชีพทั่วประเทศ ทั้งการติดตั้งระบบปรับอากาศอย่างถูกต้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่ตามหลักสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในปีนี้ ไดกิ้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา National Training Center เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ ระบบทำความเย็น และแนวทางการลดคาร์บอนสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมอีกด้วย
ไดกิ้น ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME โดยมองว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขัน แต่ไดกิ้นมองว่า Taxonomy ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเป็นข้อกำหนดหรือภาระเพิ่มเติม แต่กลับเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจขององค์กร เพราะในอนาคต ลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนจะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งด้าน Green Finance และ Transition Finance ได้มากขึ้น
“ในส่วนของไดกิ้น เราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาด้านโซลูชันเพื่อความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที GREEN UP 2026 ที่มุ่งขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศธุรกิจสู่เป้าหมาย Net-Zero และอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน” นายวรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย



