• คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้” หรือ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง...มาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” จะเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนเพิ่มจำนวนไม่เกิน 2 ล้านคน โดยผู้ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับการใช้จ่ายจากเงินของประชาชนเองผ่าน g-Wallet ช่อง 2 เป็นเงินชดเชยร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท (เงินชดเชยไม่เกิน 4,500 บาท) และเงินชดเชยร้อยละ 20 ของยอดใช้จ่ายในส่วนที่เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท (เงินชดเชยไม่เกิน 4,000 บาท) ...กระทรวงการคลังจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 โดยการลงทะเบียนในวันที่ 14 - 15 พฤศจิกายน 2562 จะเปิดวันละ 750,000 ราย แบ่งเป็น 2 รอบ ในเวลา 6.00 น. และเวลา 18.00 น. เช่นเดิม และส่วนที่ลงทะเบียนไม่ครบถ้วน จะนำมาเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562
Home กรีนลาเท็กซ์ ทุ่ม 1 พันล้าน ผุด รง.ใหม่-รุกผลิตภัณฑ์ยางพารา
กรีนลาเท็กซ์ ทุ่ม 1 พันล้าน ผุด รง.ใหม่-รุกผลิตภัณฑ์ยางพารา

กรีนลาเท็กซ์ ทุ่ม 1 พันล้าน ผุด รง.ใหม่-รุกผลิตภัณฑ์ยางพารา

บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นอนและหมอนยางพาราธรรมชาติเพื่อสุขภาพคุณภาพสูงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดแถลงข่าวเผยความสำเร็จ 14 ปีที่ผ่านมากับการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการขยายฐานการผลิต New Factory บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม นวนคร เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ ในการเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรุกตลาดผลิตภัณฑ์ยางพาราครบวงจร โดยตั้งเป้ารายได้ 1.7 พันล้านบาทสิ้นปี 2562

 

นายกัณฑ์กณัฐ แสนสุกวิหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า “แผนการตลาดในปี 2562 ที่บริษัทวางไว้ ตั้งเป้าเป็นผู้นำแบรนด์เบอร์หนึ่งของตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพาราไม่เฉพาะหมอนและที่นอนที่ทำมาจากยางพาราเท่านั้น ปีนี้เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนวัตกรรมหมอนและที่นอนที่มีคุณภาพในหลากหลายระดับราคา ตอบสนองผู้บริโภคทุกตลาด ด้วยวิสัยทัศน์ “เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อส่งต่อสุขภาพการนอน และคุณภาพชีวิตที่ดีสู่คนทั่วโลก

 

ในส่วนสินค้ากลุ่มยางพาราเอง จะมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มเดิม แต่จะขยายออกไปในสินค้ากลุ่ม Living และ Lifestyle ด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายตลาดส่งออกไปสู่กลุ่มประเทศใหม่ๆ ที่มีประชากรจำนวนมากและมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่มีสินค้าเครื่องนอนให้เลือกหลากหลายมากนัก โดยจะนำสินค้ากลุ่มยางพาราเข้าไปทำตลาดกลางและบน ภายใต้แบรนด์ของไทยและการโปรโมทผลิตภัณฑ์ยางพาราแท้และผลิตโดยโรงงานในไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก

 

ทั้งนี้ ในส่วนโรงงานและโชว์รูมใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือนเมษายน ขณะนี้เหลือแค่ในส่วนของอาคารสำนักงาน ส่วนในสายการผลิตดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วและสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงแล้ว ส่งผลให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับโรงงานเก่า สำหรับงาน Grand Opening วางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงประมาณไตรมาส 3 ของปี 2562 นี้

 

สำหรับโรงงานใหม่ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยเป็นโรงงานและโชว์รูมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการวางระบบที่ได้มาตรฐานรองรับการผลิตอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทันสมัย และวางไลน์ผลิตต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาระบบ Automation ซึ่งมีทีมในการพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้การผลิตได้มาตรฐาน ลด Human Error และใช้ระบบ Scada มาจับข้อมูลเพื่อควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน บริษัทได้ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการลงทุนในส่วนโครงสร้างของตัวตึกให้รองรับการวาง Solar Roof เพื่อประหยัดพลังงานและลงระบบ ASRS คลังอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแผนงานที่จะทำต่อในช่วงประมาณไตรมาส 3 ถึง 4”

 

ด้าน นางจิรวดี อังศุมาลี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับปี 2562 นี้บริษัทฯ มีแผนทุ่มงบประมาณในส่วนของการตลาดและประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน เพื่อเปิดตัวโรงงานใหม่ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก รวมทั้งเรายังวางแผนบุกตลาดครบทุกช่องทาง ทั้งในช่องทางปัจจุบันที่ทำอยู่ และช่องทางใหม่ เช่น E-Commerce และตลาดต่างประเทศ โดยแผนงานทั้งหมดนี้บริษัทได้ตั้งเป้าเติบโตขึ้น 30% จากปี 2561 โดยตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลที่ทำให้ธุรกิจเติบโต คือ ปีนี้จะเน้นบุกตลาดส่งออกที่เป็นตลาดใหม่และยังไม่ค่อยรู้จักสินค้าเครื่องนอนจากยางพารามากนัก โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่มีจำนวนประชากรสูง ได้แก่ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และประเทศในกลุ่ม ตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูง สำหรับตลาดอินเดียเราก็ได้ลูกค้าส่งออกไปแล้วจำนวนหนึ่ง เพราะเริ่มบุกตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดกลุ่ม AEC ก็ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวแทนจำหน่ายของ Greenlatex แล้วที่กัมพูชาและมีโชว์รูม 2 แห่งที่พนมเปญและเสียมเรียบ และภายในไม่เกินไตรมาส ที่ 2 คาดว่าจะมีตัวแทนและเปิดโชว์รูมที่เวียดนาม และเริ่มบุกตลาด เมียนมา ต่อไปกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทประมาณ 80% คือลูกค้า OEM ตลาดต่างประเทศ โดยได้ทำการผลิต OEM ภายใต้แบรนด์ของลูกค้าให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ในประเทศจีนและเกาหลี รวมทั้งผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ให้กับห้างใหญ่ๆ หลายห้างในเมืองไทยด้วย นอกจากผลิต OEM ภายใต้แบรนด์ของลูกค้าแล้ว ยังมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของเราเองอยู่ถึง 7 แบรนด์ เพื่อเข้าไปขายในโมเดิร์นเทรดต่างๆ ทั่วประเทศ และขายในตลาดกลุ่ม AEC

 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลัก คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่ผลิตจากยางพารา ไม่ว่าจะเป็น หมอน ที่นอน Topper ผ้าห่ม เครื่องนอนเด็กแรกเกิด ไปจนถึงพวก Accessories ต่างๆ เช่น เบาะพิงหลัง เบาะรองนั่ง หมอนล็อคคอ เป็นต้น นอกจากผลิตภัณฑ์เครื่องนอนกลุ่มยางพาราแล้ว เรายังมีโรงงานผลิตกลุ่มที่นอนสปริง และยางพาราอัดด้วย อย่างไรก็ตามในปีนี้ เราตั้งใจจะแตกไลน์ไปยังผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่ใช้วัตถุดิบใหม่ๆ และเสนอที่นอนรุ่นใหม่ที่มีการเรียงชั้นวัสดุอย่างเหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มอีกด้วย

 

นางจิรวดี กล่าวต่ออีกว่า จุดแข็งของกรีนลาเท็กซ์ คือ ไม่เพียงแต่นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลายออกสู่ตลาด แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่เป็นผู้ผลิตเองทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและเสนอราคาที่พอเหมาะให้กับลูกค้าได้ นอกจากนั้นกรีนลาเท็กซ์ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการมีกำลังการผลิตสูง และมีสต็อกสินค้า ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการให้บริการที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดส่ง เรามีฟลีทรถจัดส่งของเราเองหลายขนาด ตั้งแต่ รถบรรทุกหัวลาก รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถกระบะ เพื่อให้ครอบคลุมการจัดส่งทุกพื้นที่

 

โดยมองว่า ตลาดเครื่องนอนยางพารามีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะในฝั่งตลาดทัวร์ Shop และตลาด E-Commerce ในประเทศจีน และเกาหลี ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของหมอนที่นอนยางพารา มีการแข่งกันลดราคาอย่างต่อเนื่องเพื่อครองตลาด แต่อย่างไรก็ตาม การที่บริษัท ยังอยู่ได้เพราะเน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ไม่เคยลดต้นทุนโดยการเลือกวัตถุดิบไม่ดีหรือราคาต่ำมาผลิตสินค้า แต่เราเลือกพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองและต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็น เพื่อให้สามารถเสนอสินค้าที่ราคา Competitive ให้กับลูกค้าได้

 

นอกจากนั้น เรายังเน้นการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนกับลูกค้า ผลิตและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสการขายและลดภาระการแบกสต็อกของลูกค้า อีกทั้งยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาดให้กับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ลูกค้า OEM ทุกเจ้าจึงยังอยู่กับเราตั้งแต่เปิดโรงงานจนถึงปัจจุบัน และลูกค้าใหม่ก็พึงพอใจและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท” นางจิรวดี กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวเกี่ยวข้อง