• สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง 
ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่าจะสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.8 ถึง 3.2) ชะลอลงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 4.1 จากปัจจัยอุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลก ที่ชะลอตัวลง
Home คปภ. ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยรถรางล้อยางนำเที่ยว
คปภ. ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยรถรางล้อยางนำเที่ยว

คปภ. ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยรถรางล้อยางนำเที่ยว

เลขาธิการ คปภ. ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยรถรางล้อยางนำเที่ยวฉบับแรกของไทย 

 

ประเดิมเมืองกรุงเก่าเป็นแห่งแรก มั่นใจทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่น

 

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถิติด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2561 พบว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจำนวน 38.27 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 2.01 ล้านล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 164.24 ล้านคน สร้างรายได้ 1,068.18 พันล้านบาท สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2562 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 41.1 ล้านคน (หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5) สร้างรายได้ 2.21 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ10) ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด จนปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอับดับ 4 ของโลก ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ได้รับการยกย่องจากองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2534 โดยกิจกรรมอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจใช้บริการ ก็คือ การนั่งรถรางล้อยาง เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ภายในอุทยานที่อยู่ในเกาะเมือง (อำเภอพระนคร) หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของแต่ละอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ด้วยการใช้รถรางล้อยางนำเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงไม่ได้อยู่ในสถานที่ปิดเหมือนรถรางของจังหวัดอื่น ดังนั้นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุของรถรางล้อยางจึงมีความเสี่ยงมากกว่าเพราะเป็นการใช้งานในถนนสาธารณะ

 

 

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การจัดทำโครงการ “ส่งเสริมและสนับสนุนให้รถรางล้อยางนำเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดทำ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” ในครั้งนี้ถือเป็นการ บูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานเครือข่ายที่เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถรางล้อยางนำเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ นายศุกร์วิบูล ปิ่นนิกร ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ ได้เข้าหารือกับ สำนักงาน คปภ. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อหาแนวทางในการจัดทำประกันภัยให้กับรถรางล้อยางที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว บนถนนสาธารณะ ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้หารือร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเห็นพ้องร่วมกันว่า รถรางล้อยางนำเที่ยว มีการใช้เครื่องยนต์ขนาด 2,400 ซี.ซี. และใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนยนต์ จึงมีลักษณะเป็นรถตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (9) ที่บัญญัติว่า “รถ” หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนส่งทางบกซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และหมายความรวมตลอดถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วย ดังนั้นรถรางล้อยางดังกล่าวจึงเป็นรถที่สามารถจัดทำประกันภัยรถตามกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับและภาคสมัครใจได้ ประกอบกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่ได้กำหนดว่า รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่ รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร เป็นรถที่เจ้าของมีไว้ใช้ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือ พลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ

 

 

 

ดังนั้น เมื่อเห็นตรงกันว่ารถรางล้อยางนำเที่ยว สามารถทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด จึงมีการตรวจสอบข้อมูลรถรางล้อยางนำเที่ยวจำนวน 14 คัน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า มีรถรางล้อยางนำเที่ยวจำนวน 9 คัน ไม่มีหมายเลขตัวถังจึงไม่สามารถจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) สำนักงาน คปภ. จึงประสานงานและขอความอนุเคราะห์ ไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการจัดทำหมายเลขตัวถังรถรางล้อยางนำเที่ยวดังกล่าวเพื่อให้สามารถจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จนประสบความสำเร็จ

 

ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน คปภ. จึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดทำโครงการ “ส่งเสริมและสนับสนุนให้รถรางล้อยางนำเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” ให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับ หรือ ประกันภัย พ.ร.บ.สำหรับรถรางล้อยางนำเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวของภาครัฐและสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในด้านการพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวและการบริการสู่มาตรฐานสากลแล้ว นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการรถรางล้อยางนำเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรณรงค์ให้โครงการนี้เป็นโครงการต้นแบบการทำประกันภัย พ.ร.บ.สำหรับรถรางล้อยาง นำเที่ยวด้วยการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงให้กับนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร สำนักงาน คปภ. จึงให้การสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้กับรถรางล้อยางนำเที่ยวจำนวน 14 คัน ที่อยู่ภายใต้การครอบครองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้จัดให้มีพิธีมอบกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ณ ห้องไทร ชั้น 2 โรงแรมคลาสสิค คามิโอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ได้มอบกรมธรรม์ประกันภัย ให้กับ นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้กล่าวขอบคุณ สำนักงาน คปภ. ที่สนับสนุนการทำประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ให้กับรถรางล้อยางนำเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ภายหลังจากเสร็จพิธีมอบกรมธรรม์ดังกล่าวแล้ว เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลขาธิการ คปภ. รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ทดลองใช้บริการนั่งรถรางล้อยางเพื่อชมโบราณสถานรอบกรุงเก่าอันสวยงามของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

 

สำหรับกรมธรรม์กรมธรรม์ประกันภัยรถรางล้อยางนำเที่ยวฉบับดังกล่าวถือเป็นฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งมีผลความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยให้ความคุ้มครองในกรณีเกิดอุบัติเหตุแก่นักท่องเที่ยวที่โดยสารในรถรางล้อยางนำเที่ยวที่มีการทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในกรณีที่นักท่องเที่ยวบาดเจ็บ จะได้รับค่ารักษาพยาบาล วงเงินคุ้มครองสูงสุด 80,000 บาท กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต วงเงินคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท นอกจากนี้ยังให้ความคุ้มครองการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 7 วัน โดยไม่รอพิสูจน์ความรับผิดแก่ผู้ประสบภัย ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันภัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186

ข่าวเกี่ยวข้อง