• ธปท. รายงานเศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2564 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นในหลายหมวดสินค้า สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นตามภาวะอุปสงค์ที่ฟื้นตัว และปัญหา supply disruption ที่ทยอยคลี่คลาย ทั้งนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ
Home คลอดแผนบริหารน้ำฤดูแล้ง ปี 64-65 เผยน้ำต้นทุนสมบูรณ์ปลูกพืชได้ 11 ล้านไร่
คลอดแผนบริหารน้ำฤดูแล้ง ปี 64-65 เผยน้ำต้นทุนสมบูรณ์ปลูกพืชได้ 11 ล้านไร่

คลอดแผนบริหารน้ำฤดูแล้ง ปี 64-65 เผยน้ำต้นทุนสมบูรณ์ปลูกพืชได้ 11 ล้านไร่

คลอดแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 เผยปีนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนกว่า 72,000 ล้าน ลบ.ม. ใช้ปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศได้กว่า 11 ล้านไร่ เฉพาะนาปรังกว่า 9 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกได้ 4.26 ล้านไร่ ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองปลูกได้เต็มพื้นที่ชลประทาน พร้อมเห็นชอบ 9 มาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผนปฏิบัติการรองรับ

 

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่มี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564-30 เมษายน 2565 โดยมีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 72,596 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็น ปริมาณน้ำในเขตชลประทาน 37,857 ล้าน ลบ.ม. และนอกเขตชลประทาน 34,739 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำใน 4 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.เพื่อการอุปโภคบริโภค 3,602 ล้าน ลบ.ม. 2.เพื่อการรักษาระบบนิเวศ 10,523 ล้าน ลบ.ม. 3.เพื่อการเกษตรกรรมฤดูแล้ง 16,560 ล้าน ลบ.ม. และ 4.เพื่อการอุตสาหกรรม 1,047 ล้าน ลบ.ม. และอีกส่วนหนึ่งสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศในช่วงต้นฤดูฝน ปี 2565 อีก 40,864 ล้าน ลบ.ม.

 

 

สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้ง ปี 2564/65 ทั้งประเทศ ตามแผนที่วางไว้มีจำนวน 11.65 ล้านไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน 6.95 ล้านไร่ โดยจัดสรรน้ำเพื่อทำนารอบที่ 2 (นาปรัง) 6.41 ล้านไร่ พืชไร่พืชผัก 0.54 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 4.7 ล้านไร่ โดยจัดสรรน้ำเพื่อทำนารอบที่ 2 (นาปรัง) 2.61 ล้านไร่ พืชไร่พืชผัก 2.09 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนมีอยู่อย่างจำกัด จึงสามารถจัดสรรน้ำเพื่อทำนารอบที่ 2 (นาปรัง) ได้เพียง 2.81 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.06 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน สามารถจัดสรรน้ำเพื่อทำนารอบที่ 2 (นาปรัง) 1.45 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.66 ล้านไร่ ในขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ โดยปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก จึงสามารถจัดสรรน้ำเพื่อปลูกพืชฤดูแล้งได้เต็มพื้นที่ ส่วนพื้นที่นอกลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง สามารถจัดสรรน้ำเพื่อปลูกพืชฤดูแล้งได้รวม 5.57 ล้านไร่

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ยังคงมีการคาดการณ์พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเสี่ยงภาวะน้ำแล้งปี 2564/65 โดยเป็นพื้นที่เสี่ยงภาวะน้ำแล้งด้านการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่สาขาการให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 33 สาขา 24 จังหวัด และในพื้นที่ของประปาท้องถิ่น จำนวน 25 ตำบล 9 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงภาวะน้ำแล้งด้านการเกษตร แบ่งเป็นการทำนาปรัง จำนวน 64 ตำบล 28 อำเภอ 11 จังหวัด คาดว่าจะเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากกว่า 5 ล้าน ลบ.ม.ต่อตำบล และพืชต่อเนื่องซึ่งเป็นไม้ผลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวน 23 ตำบล 10 อำเภอ 4 จังหวัด รวมทั้งพื้นที่ 32,604.25 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เสี่ยงภาวะน้ำแล้งด้านคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มที่อาจกระทบต่อคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ได้แก่ บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

 

เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยังได้เห็นชอบ 9 มาตรการ รองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ฤดูแล้ง ปี 2564/65 ตามที่ สทนช. เสนอ เพื่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น และรายงานให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป ประกอบด้วย 1.เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภท โดยการสูบทอยน้ำไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และแหล่งน้ำใต้ดิน 2.จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ สำรวจ ตรวจสอบ พื้นที่ที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้ 3.ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 4.กำหนดการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง และแจ้งแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 5.วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยส่งเสริมสนับสนุนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นอันดับแรก และกําหนดมาตรการเยียวยาในพื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ 6.เตรียมน้ำสํารองสําหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อสนับสนุนน้ำเตรียมแปลงเพาะปลูกนารอบที่ 1 (นาปี) ในช่วงก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝน 7.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก แม่น้ำสายรอง และเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับ 8.ติดตามและประเมินผล เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พร้อมรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจําทุกเดือนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ กรณีเกิดภัยแล้งให้รายงานสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือมายังกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) โดยทันที และ 9.สร้างการรับรู้สถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผน สามารถให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุได้ทันที

 

“นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการตามภารกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดส่งให้ สทนช. ภายในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เพื่อรายงานผลให้ กนช. และ ครม. รับทราบต่อไป และให้หน่วยงานรายงานผลการดำเนินการตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2564/65 ให้ สทนช. รับทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานให้การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาช่วงฤดูแล้งให้เป็นไปตามแผนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

ข่าวเกี่ยวข้อง