ซิตี้แบงก์ กางโรดแมป “Treasury 2030” แนะธุรกิจรวมศูนย์บริหารเงินทุน ยกระดับสู่ระบบอัตโนมัติ-เรียลไทม์ เสริมแกร่งรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก
![]()
กรุงเทพฯ 2 มิถุนายน 2569 – ซิตี้ (Citi) เผยแนวโน้มการบริหารเงินทุนโลก (Treasury) จากงานสัมมนา “Treasury Centralization 2026” โดยชี้ว่า องค์กรธุรกิจกำลังเร่งปรับโครงสร้างการบริหารเงินสู่รูปแบบรวมศูนย์ พร้อมประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูลเชิงลึก และเทคโนโลยีเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่อง เสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมคาดว่าฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีบทบาทเชิงกลยุทธ์ต่อการขับเคลื่อนองค์กรเพิ่มมากขึ้นภายในปี 2573 พร้อมกันนี้ ซิตี้ยังได้นำเสนอเทคโนโลยีด้านการบริหารเงินทุนและสภาพคล่อง เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารกระแสเงินสด เคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น รองรับการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระดับโลก

นางแครอล มา ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาลูกค้า ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับการบริหารเงินทุน (Treasury) มากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยซิตี้เล็งเห็น 4 แนวโน้มสำคัญของการบริหารเงินทุนระดับองค์กร ได้แก่ การปรับโครงสร้างระบบบริหารเงินสู่รูปแบบรวมศูนย์ (Centralization) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่อง การกำกับดูแลความเสี่ยง และความคล่องตัวในการตัดสินใจทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น บริการสุขภาพ เทคโนโลยี พลังงาน รวมถึงภาคการผลิต การใช้ข้อมูลเชิงลึกและ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์กระแสเงินสด การเสริมความยืดหยุ่นและธรรมาภิบาลทางการเงิน รองรับความผันผวนของตลาด ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ องค์กรยังได้เริ่มนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการรวมศูนย์สภาพคล่องและบริหารเงินทุนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพากระบวนการแบบแมนนวลและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่องในระดับองค์กร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริหารเงินแบบรวมศูนย์อัตโนมัติอาศัยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อข้อมูล ส่งผลให้องค์กรขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและมีความซับซ้อนด้านการบริหารเงิน เป็นกลุ่มหลักที่มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้ สะท้อนจากผลสำรวจองค์กรทั่วโลกกว่า 1,300 แห่ง โดยวิจัย Citi Treasury Diagnostics พบว่า องค์กรขนาดใหญ่กว่า 80% สามารถนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการรวมศูนย์สภาพคล่องได้ในระดับสูง ขณะที่องค์กรขนาดเล็ก 38% ยังคงอาศัยกระบวนการแบบแมนนวลในบางขั้นตอนของการบริหารเงินทุน
“สำหรับแนวโน้มในระยะ 4 ปีข้างหน้า ซิตี้คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และขับเคลื่อนธุรกิจ สอดคล้องกับงานวิจัย Treasury 2030 ที่ระบุว่า 93% ของผู้บริหารระดับสูงคาดการณ์ว่าฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดภายใน 3-5 ปี โดยองค์กรจะต้องเร่งยกระดับระบบบริหารเงินให้มีความเชื่อมโยงและสามารถดำเนินงานได้แบบเรียลไทม์มากขึ้น พร้อมนำ AI ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกมาใช้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงคาดการณ์ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงในระดับโลก ตลอดจนรองรับการดำเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้นในอนาคต”

นางรูปา แมนกัด หัวหน้าฝ่ายบริการบริหารสภาพคล่องประจำภูมิภาคเอเชียใต้ ธนาคารซิตี้แบงก์ เสริมว่า “ในฐานะธนาคารสำหรับลูกค้าสถาบันและองค์กรธุรกิจ ซิตี้ได้พัฒนาโซลูชันการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับเทรนด์ล่าสุดของภาคธุรกิจ อาทิ CitiConnect API สำหรับเชื่อมต่อและติดตามข้อมูลการเงินแบบอัตโนมัติ ระบบ Instant Payment & Real-Time Funding สำหรับการชำระเงินและบริหารสภาพคล่องระหว่างบัญชีแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และ Citi Token Services โซลูชันบริหารสภาพคล่องข้ามพรมแดนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้องค์กรสามารถขยายการดำเนินงานสู่ระดับโลกได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

.jpg)
