• SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ไว้ตลอดปี 2024 มองว่า กนง. จะพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไปข้างหน้าในระยะปานกลางถึงระยะยาว (Forward looking) มากกว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นแล้ว (Backward looking) หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปยังเป็นไปตามที่ SCB EIC เคยคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพที่ 3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทยอยปรับสูงขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3%
Home 'ซีไอเอส'ชี้ถึงจังหวะซื้อถัว หุ้นจีนมีโอกาสกลับตัว
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปต่อ
'ซีไอเอส'ชี้ถึงจังหวะซื้อถัว หุ้นจีนมีโอกาสกลับตัว
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปต่อ

'ซีไอเอส'ชี้ถึงจังหวะซื้อถัว หุ้นจีนมีโอกาสกลับตัว
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปต่อ

ซีไอเอส (CIS) ชี้ถึงจังหวะซื้อถัว หุ้นจีนมีโอกาสกลับตัว
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปต่อ-เลี่ยงหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า
 
นักลงทุนรุ่นใหม่เผยเดือนกุมภาพันธ์ หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากเอไอมีแนวโน้มสดใส เช่นเดียวกับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Digital Platform และบล็อกเชน ส่วนหุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ยังมีปัจจัยกดดันจากผลประกอบการชะลอตัวให้เลี่ยงไปก่อน ด้านตลาดหุ้นจีน มีโอกาสดีดกลับจากนโยบายกระตุ้นตลาดหุ้นของรัฐบาลจีน มองเป็นโอกาส “ซื้อถัว”

นายณพวีร์ พุกกะมาน นักลงทุนและผู้ก่อตั้ง Creative Investment Space (CIS) สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ เปิดเผยมุมมองการลงทุนเดือนกุมภาพันธ์ว่า ยังสามารถเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอทั้ง Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta และ Nvidia จากผลประกอบการล่าสุดที่ประกาศออกมามีอัตราการเติบโตที่ดี โดยมีแรงหนุนมาจากธุรกิจใหม่ที่มาจากเอไอ อีกทั้งมูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) ถือว่ายังไม่แพงเกินไป จึงสามารถลงทุนในระยะกลางได้

ส่วนมุมมองต่อหุ้น Apple ถือว่ายังปรับตัวได้แย่กว่าตลาดหุ้นโดยรวม (Underperform) จากแรงกดดันเรื่องยอดขายไอโฟนในประเทศจีนที่เติบโตลดลง แต่ระยะยาวยังคงสามารถเติบโตได้และอาจจะมีการเปิดเผยธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวกับเอไอในช่วงกลางปีนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมได้ในจังหวะที่ราคาย่อตัว

ทางด้านหุ้น Tesla และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ปรับตัวลงจากผลประกอบการที่ชะลอตัวและมีความกังวลในการตัดราคาขายแข่งกัน คาดว่ายังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับฐานต่อ แต่สามารถมองเป็นโอกาสเข้าลงทุนระยะยาวได้ ส่วนระยะสั้นให้มองข้ามหุ้นกลุ่มนี้ไปก่อน

อีกหนึ่งกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ คือกลุ่ม Digital Platform จากการที่งบของบริษัท Meta และ Netflix ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง บ่งบอกถึงกำลังซื้อและงบโฆษณาออนไลน์ที่ยังคงเติบโต ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความน่าสนใจในการลงทุน รวมถึงหุ้นกลุ่มฟินเทคและบล็อกเชนที่ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของตลาดคริปโต โดยช่วงนี้ที่ราคา Bitcoin เริ่มนิ่งสามารถใช้เป็นโอกาสสะสมได้

สำหรับตลาดหุ้นที่น่าจับตา คือตลาดหุ้นจีน เพราะล่าสุดได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับมาตราการกระตุ้นตลาดหุ้นได้ถูกส่งไปให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพิจารณาแล้ว ถ้าหากมีนโยบายที่แรงพอ ตลาดหุ้นจีนจะมีโอกาสพลิกกลับจากขาลงแต่อาจจะยังไม่กลับมาเป็นขาขึ้นในทันที จึงเหมาะกับการเข้าลงทุนในระยะยาวมากกว่า เพราะเศรษฐกิจจีนยังมีความเสี่ยงอยู่อีกมาก

“สำหรับผู้ที่ยังไม่มีหุ้นจีนเลย สามารถมองเป็นโอกาสเริ่มต้นสะสมหุ้นจีนและฮ่องกง เพื่อถือลงทุนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า สำหรับผู้ที่มีหุ้นจีนในพอร์ตอยู่แล้วและยังพอมีเงินสด สามารถใช้เป็นโอกาสทยอยซื้อเพื่อถัวราคา แต่ถ้าใครที่ไม่มีเงินสดเหลือ จุดนี้อาจจะไม่เหมาะกับการตัดขาดทุนให้ถือต่อไปก่อน”

ด้านสินทรัพย์อื่น ๆ อาทิ ทองคำ น่าจะยังได้รับแรงกดดันจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ที่มีโอกาสสูงจะยังไม่มีการลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมตามที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และอาจจะไปลดดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงกลางปีเป็นต้นไป จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมายังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งนี้ต้องติดตามการประกาศตัวเลข CPI หรือ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงจึงยังกดดันราคาทองคำ รวมถึง Bitcoin ต่อไป อย่างไรก็ตามยังมองว่าทั้งสองสินทรัพย์ยังเป็นแค่ช่วงการพักตัว และยังมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสองเป็นต้นไป ประเมินแนวรับของทองคำที่ระดับ 1,900 ดอลลาร์ ถ้าหากลงมาระดับดังกล่าวสามารถสะสมได้

ส่วน Bitcoin ตอนนี้ขาดปัจจัยหนุนใหม่ แม้ว่า Bitcoin ETF จะได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ยังขาดเม็ดเงินใหม่ในการเข้าลงทุน คาดว่ากระแสฟันด์โฟลว์จะเริ่มไหลเข้าลงทุนใน Bitcoin ถ้าหากนโยบายการเงินสหรัฐฯ เริ่มกลับตัวเข้าสู่ระดับผ่อนคลาย รวมถึงเมื่อเข้าใกล้ช่วงที่จะเกิด Bitcoin Halving ในเดือนเมษายน จึงใช้โอกาสที่ราคาพักตัวทยอยสะสม โดยจับตาแนวรับที่ 38,000 ดอลลาร์

นายณพวีร์ กล่าวสรุปว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนกุมภาพันธ์ มีหลายสินทรัพย์ที่ย่อตัวลงมา สามารถมองเป็นโอกาสทยอยลงทุนได้ ยกเว้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังสามารถ Follow Buy ได้ โดยนักลงทุนระยะยาวสามารถมองตลาดหุ้นจีนเป็นเป้าหมายหลักได้ เพราะแวลูเอชั่นที่ลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก

“ยังให้มุมมองบวกต่อการลงทุนในปีนี้ ทั้งการลงทุนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีหลายสินทรัพย์ให้นักลงทุนสามารถที่จะเลือกกระจายพอร์ตได้ ถึงอย่างไรจะต้องมีการบริหารเงิน หรือ Money Management ที่ดีควบคู่ไปด้วย โดยสามารถใส่น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 50% ในไตรมาสแรก และถ้าหากนโยบายการเงินสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลาย สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงได้ถึง 70%”