บลจ.อีสท์สปริง มองตลาดทุนโลกผ่านจุดต่ำสุดเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) แนะนำคงน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระดับเหมาะสม พร้อมเน้นการลงทุนเชิงคุณภาพในธีมเมกะเทรนด์ที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง ผ่าน 4 กองทุนเด่น ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Infrastructure Equity (ES-GINFRA), กองทุนเปิดอีสท์สปริง Smart Grid Infrastructure (ES-GRID), กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Asia Equity (ES-ASIA)
นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยถึงการจัดพอร์ตการลงทุนในเดือนพฤษภาคม โดยประเมินว่าตลาดทุนทั่วโลกได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวัฏจักรความผันผวนรอบนี้แล้ว และโมเมนตัมการฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ระดับ valuation ของหุ้นกลุ่มนำตลาด โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ทำให้บลจ.อีสท์สปริงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตในลักษณะคัดสรรเชิงคุณภาพ คงน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในระดับเหมาะสม แต่เลือกธีมที่ได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ระยะยาวและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งรองรับ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยงในภาวะที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่
ทั้งนี้ บลจ.อีสท์สปริง แนะนำ 4 กองทุนเด่นสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Infrastructure Equity (ES-GINFRA), กองทุนเปิดอีสท์สปริง Smart Grid Infrastructure (ES-GRID), กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Asia Active Equity (ES-ASIA)
สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Infrastructure Equity (ES-GINFRA) เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund Class A โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริหารจัดการโดย Lazard Asset Management Pacific Co. ซึ่งบลจ.อีสท์สปริงมองว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสามารถกลับมาทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ที่ให้ทั้งความมั่นคงของกระแสรายได้และโอกาสเติบโตในระยะยาว ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มสินทรัพย์ที่จ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่มั่นคงตามสัญญาระยะยาว นอกจากนี้กองทุนยังได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยเฉพาะการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center เพื่อรองรับ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่กำลังกลับมาในภูมิภาคยุโรป
ในขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Smart Grid Infrastructure (ES-GRID) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในกองทุน First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน นับเป็นโอกาสการลงทุนที่บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ามีศักยภาพอย่างยิ่งจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยร่วมสามด้าน ได้แก่ AI, Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-4% จนถึงปี 2030 ในขณะเดียวกันโครงข่ายไฟฟ้าเดิมในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วก็เริ่มเข้าสู่จุดที่ต้องยกระดับครั้งใหญ่ โดย 70% ของสายส่งในสหรัฐฯ ถูกใช้งานมานานกว่า 25 ปี และจำเป็นต้องยกระดับไปสู่โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) ทั้งนี้ IEA คาดว่ามูลค่าการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลกจะแตะระดับ 820 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 และจำเป็นต้องสร้างโครงข่ายใหม่กว่า 80 ล้านกิโลเมตร พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 40% เป็น 75% ภายในปี 2035 ส่งผลให้ Smart Grid กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค Energy Transition ที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ส่วนกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Polar Capital Funds Plc – Global Technology Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารจัดการโดย Polar Capital Funds public limited company ถือเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่บลจ.อีสท์สปริงมีมุมมองเป็นบวก จากจังหวะการเข้าลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่กำลังกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ภายหลังการเทขายหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลาง การปรับฐานครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีในระดับราคาที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการ FOMC ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะธีม AI ยังคงแข็งแกร่งตลอดทั้งปี โดย Nvidia ประมาณการยอดขายในกลุ่ม AI จะแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 และกลุ่ม Hyperscaler ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนการขยายศักยภาพประมวลผลเพื่อรองรับความต้องการใช้ AI ที่เติบโตขึ้นทั่วโลก
และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Asia Active Equity (ES-ASIA) เน้นลงทุนใน Schroder International Selection Fund - Emerging Asia ลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ในตราสารทุนของผู้ออกที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย บริหารจัดการโดย Schroder Investment Management (Europe) S.A. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มองว่ายังมีปัจจัยบวกสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มเอเชียทำผลตอบแทนได้ยอดเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเริ่มเติบโตจากเทรนด์การลงทุนด้าน AI ซึ่งให้ประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีจำพวกชิปและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ขณะที่เศรษฐกิจของภูมิภาคยังมีแนวโน้มจะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2026 หลังจากที่ธนาคารกลางในเกือบทุกประเทศปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมา พร้อมกับที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกภาษีศุลกากรที่เป็นประเด็นกดดันก่อนหน้านี้ ส่งผลให้อัตราภาษีที่ถูกเก็บโดยเฉลี่ยลดต่ำลงและบรรเทาแรงกดดันต่อภาคส่งออกของภูมิภาค ในขณะที่ระดับ valuation ของตลาดเอเชียยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน



