• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขส่งออกในเดือนม.ค. 2564 ขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่องจากเดือนก่อน และเมื่อหักทองคำออกขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 6.3 ซึ่งเป็นการสะท้อนความต้องการสินค้าส่งออกไทยที่มากขึ้น *** ตลาดส่งออกหลักของไทยขยายตัวได้ดีเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ยกเว้นสหภาพยุโรป โดยในเดือนม.ค. 2564 นี้ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 YoY และญี่ปุ่นที่ขยายตัวได้ร้อยละ 7.4 YoY *** อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่งออกในเดือนม.ค. 2564 ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าในภูมิภาคและต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 YoY ส่วนหนึ่งการส่งออกของไทยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการขาดแคลนตู้สินค้า และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง
Home บอร์ด PPP ไฟเขียวปรับแผนโครงการร่วมลงทุน ปี 63 - 70 มูลค่ารวม 1 ล้านล้านบาท
บอร์ด PPP ไฟเขียวปรับแผนโครงการร่วมลงทุน ปี 63 - 70 มูลค่ารวม 1 ล้านล้านบาท

บอร์ด PPP ไฟเขียวปรับแผนโครงการร่วมลงทุน ปี 63 - 70 มูลค่ารวม 1 ล้านล้านบาท

คณะกรรมการ PPP เห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน รัฐ - เอกชน ปี 2563 - 2570 มูลค่าลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน พร้อมเร่งรัดผลักดันโครงการในกลุ่ม High Priority 4 โครงการ ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

 

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงการคลัง โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีผลการประชุมสรุปได้ดังนี้

 

1. คณะกรรมการ PPP เห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 - 2570 (แผนการจัดทำโครงการ PPP) ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะและความพร้อมของแต่ละโครงการ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในแผนการจัดทำโครงการ PPP ฉบับข้างต้น มีรายการโครงการที่ประสงค์จะร่วมลงทุนทั้งหมดรวม 77 โครงการจาก 9 กระทรวง มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยเป็นโครงการร่วมลงทุนในกลุ่มที่มีความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วน (High Priority PPP Project) จำนวน 20 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 503,153 ล้านบาท ทั้งนี้ แผนการจัดทำโครงการ PPP ข้างต้น จะช่วยสร้างความสนใจและดึงดูดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนดังกล่าว ลดข้อจำกัดการลงทุนจากเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินกู้จากภาครัฐ ตลอดจนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะแก่ประชาชนจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของเอกชนอีกด้วย

 

2. คณะกรรมการ PPP ยังได้ผลักดันโครงการในกลุ่ม High Priority PPP Project ที่อยู่ระหว่างการจัดทำหลักการของโครงการและรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ให้ดำเนินการตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 โดยการตั้งคณะทำงานเพื่อให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว เพื่อให้โครงการมีความพร้อมในการเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ PPP ได้ตามแผนงาน จำนวน 4 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 163,052 ล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) (รฟม.) (124,791 ล้านบาท) 2) โครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน - นครราชสีมา (กรมทางหลวง) (1,606 ล้านบาท) 3) โครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี (กรมทางหลวง) (1,454 ล้านบาท) 4) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต - ห้าแยกฉลอง (รฟม.) (35,201 ล้านบาท) รวมทั้งได้มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่ตอบสนองกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในด้านต่างๆ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น ตลอดจนการกระจายการลงทุนและพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ภูมิภาค

 

3. นอกจากนี้ คณะกรรมการ PPP ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การพิจารณาความสำคัญของโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 - 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการในกลุ่มข้างต้นภายใต้ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 มีกรอบแนวทางในการพิจารณาที่มีความชัดเจน และช่วยให้การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะมีความคล่องตัว และเป็นไปตามแผนที่กำหนด

ข่าวเกี่ยวข้อง