• EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดประมาณการ GDP ไทย ปี 2020 เป็นหดตัวที่ -5.6% จากคาดการณ์เดิมที่ -0.3% จากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย มาตรการปิดเมืองของไทย --- ด้านเศรษฐกิจโลก จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกที่รุนแรงเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดของหลายประเทศ ทำให้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีแนวโน้มหดตัวที่ -2.1% ในปี 2020 ต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 --- ด้าน KKP Research ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจลงอีกครั้งจาก -2.4% เป็นลงลึกถึง –6.8% จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม และมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หดตัวลึกและยาวนานยิ่งขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้ --- ส่วน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่น่าจะยังไม่สามารถควบคุมได้ในระยะเวลาอันใกล้ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงเชิงลบที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะหดตัวอย่างรุนแรงในปีนี้ ดังนั้น แม้ว่าหลายประเทศจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวงเงินที่สูงกว่า 10% ของ GDP แต่ยังคงต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการต่อไป
Home พลัสฯเผย'ศาลายา-บางใหญ่'ขาย 60% ราคา 10-20 ล. มาแรง
พลัสฯเผย'ศาลายา-บางใหญ่'ขาย 60% ราคา 10-20 ล. มาแรง

พลัสฯเผย'ศาลายา-บางใหญ่'ขาย 60% ราคา 10-20 ล. มาแรง

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองเทรนด์ปี 2563 ตลาดบ้านเดี่ยวยังเติบโตผู้ประกอบการยังเน้นเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ สะท้อนจากผลสำรวจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 พบกลุ่มบ้านเดี่ยวยังผลักดันตลาดโตได้จากกลุ่มเรียลดีมานด์ ดันอุปสงค์กลับมาเติบโตขึ้นจากช่วงต้นปี พบโซนตะวันตกทำเลศาลายา-บางใหญ่ ทั้งปีขายไป 60% และสูงกว่าอุปสงค์เฉลี่ยทั้งกรุงเทพ-ปริมณฑลที่มียอดขายประมาณ 56% ส่วนอุปทานโซนตะวันตกยังคงขยายตัวโดดเด่นเช่นกันโดยเฉพาะราคา 10-20 ล้านบาท 

 

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัสฯ ได้ทำการสำรวจภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งหลังปี 2562 และสถานการณ์ต้นปี 2563 พบว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2562 สถานการณ์ตลาดโดยรวมปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากผู้ประกอบการเน้นการเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์มากขึ้น พร้อมจูงใจด้วยข้อเสนอและโปรโมชั่นที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ ส่งผลให้อุปสงค์ในตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี และพบอีกว่า สถานการณ์ตลาดแนวราบยังคงเติบโต ตลาดบ้านเดี่ยวมีความโดดเด่นมากที่สุดเนื่องจากอุปทานเหลือขายลดลงต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการระบายสต็อคแทนการเปิดตัวโครงการใหม่ ประกอบกับอุปสงค์ยังคงมีปริมาณใกล้เคียงกันกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการบ้านเดี่ยวยังอยู่ในระดับที่ดี หากเจาะลึกลงตามระดับราคาพบว่า อุปทานในกลุ่ม 10-20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเปรียบเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยในรอบสํารวจนี้โซนตะวันตก (บางบัวทอง บางใหญ่ ศาลายา) มียอดขายเกิดขึ้นเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง 2562 สูงถึง 45% และมีอุปสงค์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งในอนาคตคาดว่าตลาดแนวราบยังคงไปได้และสิ่งที่จะเห็นต่อไปคือการเน้นทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และพัฒนาโครงการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นโดยเฉพาะระดับกลาง-บน ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ดิน ซึ่งข้อได้เปรียบของระดับราคานี้อยู่ที่ผู้ซื้อจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อยกว่ากลุ่มอื่นและคาดว่ารัฐน่าจะออกนโยบายที่ช่วยกระตุ้นตลาดอีกในไม่ช้า ขณะที่ผู้ประกอบการก็ยังคงให้น้ำหนักความสำคัญในด้านส่วนลดและข้อเสนอที่ช่วยดึงการตัดสินใจให้เกิดง่ายขึ้น

 

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงตลาดบ้านเดี่ยวในภาพรวมที่มีการขายตลอดปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนยูนิตที่ขายในตลาดทั้งหมด 21,000 ยูนิต และมียอดขายได้อยู่ที่ 56 % ในขณะที่อุปสงค์ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยหรือคิดเป็น 6% มาอยู่ที่ 11,800 ยูนิต แต่โซนตะวันตกในพื้นที่ศาลายา-บางใหญ่ และโซนใต้ของกรุงเทพฯ (เพชรเกษม พระราม 2 บางขุนเทียน) กลับมีจำนวนอุปสงค์ทั้งปีเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า มียอดขายเกิดขึ้นถึง 60 % สำหรับระดับราคาที่อุปสงค์เติบโตในปีที่ผ่านมาคือระดับราคา 5-7 ล้านบาทและระดับราคา 10-20 ล้านบาท 

 

“แนวโน้มการเติบโตของตลาดบ้านเดี่ยวยังมีแรงส่งมาถึงปี 2563 ที่ผู้ประกอบการยังคงเน้นกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง ทำให้ปีนี้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยังคงเน้นที่การพัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลัก และยังมีปัจจัยด้านนโยบายและดอกเบี้ยของภาครัฐที่ช่วยสนับสนุน อาทิ ผ่อนเกณฑ์ LTV ลดค่าจดจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ตลอดจนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยูที่ 0.75% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในประวัติการณ์ และหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะปรับลดลงอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งการที่ดอกเบี้ยนโยบายต่ำก็ส่งผลให้ดอกเบี้ยการกู้ขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มต่ำลงด้วย ที่สำคัญคือมีของคุณภาพที่พร้อมอยู่ (Ready to move in) ในราคาเข้าถึงได้ นับเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมาก แต่ก็ยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลต่อภาครวมเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งก็ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมการปรับตัวรับมือกันต่อไป” นางสาวสุวรรณี กล่าว

ข่าวเกี่ยวข้อง