• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน
Home ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน”
ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน”

ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน”

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน

สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

 


จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้

1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
    
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
(ภาพประกอบตามไฟล์แนบ)

3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
(ภาพประกอบตามไฟล์แนบ)

4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด
อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0% การทำงาน     
อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%
อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5% ในบางกระบวนการ
อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%

5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร
อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0% (ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%

6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งานในด้านใดมากที่สุด
อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0% การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ 
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5% (Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่   36.0%

7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด
อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5% สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0% ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5% เช่น AI Testbed, Sandbox

8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด
อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5% และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5% โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5% แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5% และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย