• คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงเผชิญ แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6%YoY จึงปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โต 1.6-2% @@@ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า
Home ส.อ.ท. เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ร่วมวางรากฐานเศรษฐกิจไทย
ส.อ.ท. เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14  ร่วมวางรากฐานเศรษฐกิจไทย

ส.อ.ท. เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ร่วมวางรากฐานเศรษฐกิจไทย

ส.อ.ท. เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14  ร่วมวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้มอบข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 ให้แก่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสนับสนุนข้อมูลและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ผ่านการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เข้ากับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมสะท้อนมุมมองจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โครงสร้างการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจึงต้องใช้แผนฉบับนี้เป็นกลไกยกระดับผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ

ส.อ.ท. จึงได้ประชุมระดมความคิดเห็นจัดทำข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำ “ยุทธศาสตร์ 5I” มาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายระดับประเทศกับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย I1 Intelligent Industry ยกระดับผลิตภาพด้วยดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ I2 Innovation & Creative Industry สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ I3 International Alliance & Network ขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก I4 Industrial Infrastructure Reform ปฏิรูปกฎหมาย พลังงาน โลจิสติกส์ น้ำ และทุนมนุษย์ และ I5 Inclusive Sustainability สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ SMEs ให้เติบโตอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ไม่ควรเป็นเพียงการกำหนดภาพอนาคตของประเทศ แต่ต้องเป็นแผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทุกเป้าหมายต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบ มีทรัพยากรรองรับ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกจากข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันให้แผนฯ สามารถเชื่อมโยงจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง จึงได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 5 ประการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของประเทศ ได้แก่

1. การแปลงเป้าหมายของแผนฯ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำแผนที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยระบุโครงการ หน่วยงานเจ้าภาพ พื้นที่ดำเนินการ กรอบเวลา งบประมาณ เป้าหมายรายปี และตัวชี้วัดผลลัพธ์ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา

2. การเชื่อมโยงการจัดสรรทรัพยากรกับผลสัมฤทธิ์ของประเทศ บูรณาการงบประมาณ บุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างหน่วยงาน พร้อมจัดลำดับโครงการตามความเร่งด่วน ความคุ้มค่า ผลกระทบ และความพร้อม โดยนำผลการประเมินมาใช้เพิ่ม ลด โอน หรือยุติงบประมาณของโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลตามเป้าหมาย

3. การสร้างความต่อเนื่องและเอกภาพในการขับเคลื่อนทุกระดับ กำหนดกลไกร่วมระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่ ให้มีแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และกรอบงบประมาณร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การพัฒนาในแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ

4. การพัฒนาระบบติดตามผลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดทำมาตรฐานข้อมูลและตัวชี้วัดกลาง เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว พร้อมแดชบอร์ดติดตามความก้าวหน้า การใช้งบประมาณ ผลสัมฤทธิ์ และความเสี่ยงแบบ Real Time รวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อโครงการล่าช้าหรือมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย

5. การทำให้แผนมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดรอบทบทวนแผนและเกณฑ์แจ้งเตือนเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม พร้อมกลไกเร่งรัดสำหรับปรับแผน งบประมาณ และตัวชี้วัด โดยไม่ทำให้เป้าหมายระยะยาวของประเทศสะดุด

นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในอนาคตความสำเร็จของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ ทั้งผลิตภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่แข่งขันได้ การลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนโอกาสที่กระจายไปสู่ SMEs และภูมิภาค หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนเป้าหมายของแผนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคเอกชนพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนและร่วมผลักดันแผนฯ ให้สามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริง”