กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – หัวเว่ย คลาวด์ ตอกย้ำความสำคัญของแนวคิด Full-Stack Intelligence ในฐานะปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กร Cloud-Native โดยองค์กรทั่วโลกต่างเร่งผสานเทคโนโลยี AI ระบบประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และบริการคลาวด์เข้าด้วยกัน เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในยุค AI
ท่ามกลางความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการประมวลผลอัจฉริยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำคลาวด์มาใช้ในองค์กรกำลังก้าวข้ามจากการย้ายระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Migration) ไปสู่การพัฒนาสถาปัตยกรรม Cloud-Native อัจฉริยะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ความคล่องตัวในการดำเนินงาน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงวิสัยทัศน์ของหัวเว่ย คลาวด์ ถูกนำเสนอภายในงานสัมมนาระดับผู้บริหารว่าด้วยอนาคตของการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Cloud-Native Transformation โดยมีผู้นำธุรกิจ ผู้บริหารด้านเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของหัวเว่ย คลาวด์ในการยกระดับกลยุทธ์ด้านไอทีขององค์กร การอภิปรายครอบคลุมประเด็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของการประยุกต์ใช้ AI ความต้องการด้านการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความจำเป็นในการสร้างรากฐานดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ชาญฉลาด และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการนำ AI มาใช้ กำลังผลักดันความต้องการทรัพยากรด้านการประมวลผลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้รูปแบบการจัดหาและบริหารจัดการฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่องค์กรต่างเร่งดำเนินโครงการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายทรัพยากรได้ตามความต้องการ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและบริหารต้นทุนไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ บริการเครือข่ายอัจฉริยะยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานแบบกระจายตัวและการมอบประสบการณ์ใช้งานที่ไร้รอยต่อในหลายพื้นที่ ช่วยให้องค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และรองรับนวัตกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ภายในงาน หัวเว่ย คลาวด์ ได้นำเสนอโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น สมรรถนะสูง และคุ้มค่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในหลากหลายสถานการณ์ อาทิ โซลูชันด้านเสียงและวิดีโอสำหรับการถ่ายทอดสดข้ามภูมิภาค แพลตฟอร์มจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Storage Platform) รวมถึง Flexus โซลูชันด้านการประมวลผลที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูง
นอกจากนี้ หัวเว่ย คลาวด์ ยังได้สาธิตการประยุกต์ใช้ AI และ Full-Stack AI Services ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายเฉพาะในแต่ละอุตสาหกรรม เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะ และลดความซับซ้อนในการพัฒนา การติดตั้งใช้งาน และการบริหารจัดการแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI
นายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากยุคของ Virtual Machine สู่สถาปัตยกรรมแบบ Container และ Serverless ซึ่งช่วยให้องค์กรเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชัน พร้อมลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบ
“อนาคตของการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์อีกต่อไป แต่คือการสร้างรากฐาน Cloud-Native อัจฉริยะที่สามารถพัฒนาและปรับตัวตามความต้องการทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด Full-Stack Intelligence หัวเว่ย คลาวด์ ช่วยให้องค์กรสามารถปลดล็อกศักยภาพของ AI และข้อมูลได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ของนวัตกรรมและการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว
ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Full-Stack Intelligence หัวเว่ย คลาวด์ ยังได้เปิดตัวซีรีส์ C9 และ aC9 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะสูง พร้อมความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าด้านต้นทุน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เครือข่ายความเร็วสูงระดับ 400G
หัวเว่ย คลาวด์ ระบุว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรสามารถรองรับงานด้าน Big Data แอปพลิเคชัน AI และเวิร์กโหลดที่ต้องใช้พลังการประมวลผลสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายและการจัดเก็บข้อมูล เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจดิจิทัลในอนาคต
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทั่วโลกที่ขับเคลื่อนโดย AI หัวเว่ย คลาวด์ เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐาน Cloud-Native อัจฉริยะที่ผสานความสามารถด้าน AI อย่างครบวงจร จะเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระลอกถัดไป ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเปิดโอกาสใหม่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจอัจฉริยะ



