• คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงเผชิญ แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6%YoY จึงปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โต 1.6-2% @@@ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า
Home เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment สู่เศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

โลกการเงินกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เมื่อ “การชำระเงิน” ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อสินค้าและบริการอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

จากรูปแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเงินสด เช็ค และบัตรธนาคาร พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดย Mobile Banking, QR Code Payment, Digital Wallet และ Contactless Payment ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน Payment Technology ก็กำลังก้าวสู่พัฒนาการอีกระดับ จากการมุ่งเน้นเพียงความสะดวก และรวดเร็ว ไปสู่การประมวลผลธุรกรรมแบบเรียลไทม์ การเชื่อมโยงระหว่างแพลตฟอร์มอย่างมีประสิทธิภาพ และการผสานกระบวนการจ่ายเงินเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีด้านการเงินในฐานะกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของโครงสร้างทางการเงิน

ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจฟินเทคด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษใน หัวข้อ “Cashless & Payment Technology” ให้แก่นักศึกษาภาค International Program ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ (SIBA) โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีด้านการจ่ายเงิน โครงสร้างและกลไกของระบบดิจิทัล ตลอดจนความเสี่ยงและความท้าทายที่มีแนวโน้มกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการเงินในอนาคต

ดร.ศศมน กล่าวว่า เทคโนโลยีการชำระเงินในปัจจุบันไม่ควรถูกพิจารณาเพียงในมิติของ “ความสะดวกในการจ่ายเงิน” เพราะเบื้องหลังการสแกน QR Code หรือการกดชำระเงินที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีมีผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ผู้บริโภค ร้านค้า Payment Gateway สถาบันการเงิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่รับส่ง ประมวลผล และชำระบัญชีธุรกรรมประเทศไทยมีพัฒนาการด้านการเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Mobile Banking, PromptPay และ QR Code Payment ซึ่งช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถโอนและรับเงินได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ PromptPay เป็นส่วนหนึ่งของ National e-Payment ที่เชื่อมโยงผู้ใช้ ร้านค้า ธนาคาร และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมของประชาชนที่ “ใช้เงินสดน้อยลง” แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Payment Ecosystem ที่มีความเชื่อมโยงและพึ่งพากันมากขึ้น


พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจพัฒนาบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Payment Gateway มีบทบาทมากกว่าการเป็นช่องทางรับเงินออนไลน์ แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ซื้อ ร้านค้า และสถาบันการเงิน ตั้งแต่การรับคำสั่ง ตรวจสอบและส่งต่อข้อมูล ตลอดจนรับผลการทำรายการกลับมายังร้านค้า จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกรรมในเศรษฐกิจดิจิทัลดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

ดร.ศศมน มองว่า การแข่งขันของผู้ให้บริการในอนาคตไม่อาจพิจารณาเพียงว่า “โอนได้เร็วเพียงใด” หรือ “ชำระเงินได้ง่ายเพียงใด” แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความเสถียร ความพร้อมใช้งาน และประสบการณ์ของผู้ใช้ควบคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค Real-time Payment ที่เงินสามารถเคลื่อนย้ายได้ภายในเวลาอันสั้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจึงมาพร้อมกับความท้าทายด้านการบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแลจึงต้องเปลี่ยนจากการมุ่งตรวจสอบภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การตรวจจับและประเมินความผิดปกติก่อน และระหว่างทำธุรกรรม เพื่อให้สามารถหยุดหรือชะลอรายการที่มีความเสี่ยงได้ทันท่วงที ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นหรือขยายตัวขณะเดียวกัน อนาคตของ Payment Technology มีแนวโน้มก้าวไปสู่ความชาญฉลาดและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ การใช้ข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้าหรือลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันตัวตนการชำระเงินผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การผสานกลไกการจ่ายเงินเข้ากับแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ ตลอดจนสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC)

ทั้งนี้ พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนการก้าวข้ามแนวคิดที่มุ่งเพียง “จ่ายเงินได้เร็วและสะดวกขึ้น” ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ความผิดปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการพิสูจน์ตัวตน และเชื่อมโยงธุรกรรมเข้ากับบริการต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น AI สามารถช่วยวิเคราะห์รูปแบบรายการเพื่อค้นหาสัญญาณผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลชีวมิติช่วยลดขั้นตอนในการพิสูจน์ตัวตน ส่วนการผสานกลไกการจ่ายเงินเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้กระบวนการดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้ว เช่น การเรียกรถ สั่งอาหาร หรือซื้อสินค้า แนวคิด Seamless หรือ Invisible Payment จึงมุ่งลดขั้นตอนและความซับซ้อน โดยมีกลไกด้านความปลอดภัยทำงานอยู่เบื้องหลัง สะท้อนการก้าวจาก Cashless สู่ Intelligent Payment อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ยังคงมาพร้อมความท้าทาย ทั้งภัยไซเบอร์ การหลอกลวงทางการเงิน การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาควบคู่กับนวัตกรรม

ดร.ศศมน กล่าวอีกว่า ยิ่งประชาชนและภาคธุรกิจพึ่งพาการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นเท่าใด “ความเชื่อมั่น” ยิ่งกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล ผู้ให้บริการจึงต้องพัฒนาความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล และการตรวจจับธุรกรรมที่มีความผิดปกติควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีความรู้และความระมัดระวังในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะการหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่านหรือรหัส OTP การส่งลิงก์ปลอม และการหลอกให้โอนเงิน ด้วยเหตุนี้ความปลอดภัยจึงไม่ควรถูกนำมาเพิ่มเติมภายหลังการพัฒนาระบบ แต่ควรถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้นตามแนวคิด “Security by Design” เพราะความสำเร็จของเทคโนโลยีการชำระเงินไม่ได้วัดจากความใหม่ของนวัตกรรมหรือความรวดเร็วของธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าเงิน ข้อมูล และธุรกรรมจะได้รับการดูแลภายใต้ระดับความปลอดภัยที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การก้าวสู่ Cashless Society ไม่ได้หมายถึงการทำให้เงินสดหมดไปจากระบบเศรษฐกิจ แต่หมายถึงการสร้างระบบการเงินที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลายสะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับความต้องการ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี และผู้ที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการดิจิทัล เพื่อมิให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

ดร.ศศมน กล่าวทิ้งท้ายว่า “อนาคตของการชำระเงินไม่ได้วัดว่าใครทำให้เงินเคลื่อนย้ายได้เร็วที่สุด หรือใครมีเทคโนโลยีใหม่ที่สุด แต่พิจารณาว่าทุกธุรกรรมสามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือเพียงใด เทคโนโลยีที่ดีควรทำให้การจ่ายเงินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าเงิน ข้อมูล และธุรกรรมได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะสุดท้าย คุณค่าของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อน แต่อยู่ที่การนำไปใช้ได้จริงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน” จากสังคมที่พึ่งพาเงินสดน้อยลง Payment Technology กำลังก้าวสู่การประมวลผลธุรกรรมแบบเรียลไทม์ การผสานการจ่ายเงินเข้ากับบริการดิจิทัล และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับการตรวจจับความผิดปกติและบริหารความเสี่ยงพัฒนาการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน “วิธีจ่ายเงิน” หากแต่สะท้อนถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงมิได้อยู่เพียงการทำให้ธุรกรรม “เร็วขึ้น” หรือ “ง่ายขึ้น” แต่อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เพื่อวางรากฐานระบบการเงินดิจิทัลให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”