• KKP Research มองในภาวะที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงและการคาดการณ์เศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น ทำให้ยังต้องจับตามองความเสี่ยงของการระบาดของโควิดแบบรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว การขนส่ง และการค้าเป็นหลัก ในกรณีเลวร้ายที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถกลับเข้ามาได้ตลอดทั้งปี ประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่า 2% จากการคาดการณ์ปัจจุบันที่ 3.9% *** EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยมูลค่าส่งออกในปี 2021 ขยายตัวที่ 17.1% โดยมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี จากการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจการค้าโลก และการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ โดยเฉพาะการขยายตัวในตลาดจีนและอินเดีย และในกลุ่มสินค้าน้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก ….คาดส่งออกไทยในปี 2022 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เติบโตที่ 3.4%
Home เศรษฐกิจไทยขยายตัวดี'ส่งออก'พุ่งเป็นเดือนที่ 9
เศรษฐกิจไทยขยายตัวดี'ส่งออก'พุ่งเป็นเดือนที่ 9

เศรษฐกิจไทยขยายตัวดี'ส่งออก'พุ่งเป็นเดือนที่ 9

รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนพฤศจิกายน 2564 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบกับการส่งออกสินค้ายังคงขยายตัวได้ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สายพันธุ์ใหม่อย่างใกล้ชิด"

 

 

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พร้อมด้วยนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนพฤศจิกายน 2564 พบว่า “เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2564 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบกับการส่งออกสินค้ายังคงขยายตัวได้ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สายพันธุ์ใหม่อย่างใกล้ชิด" โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

 

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 กลับมาขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 20.2 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 28.1 สอดคล้องกับปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งที่หดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -6.5 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 10.1 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 44.9 จากระดับ 43.9 ในเดือนตุลาคม 2564 โดยเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ประชาชนและภาคธุรกิจมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ที่ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 15.7 อย่างไรก็ดี รายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -6.8

 

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ขยายตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 7.8 และการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -10.8 สำหรับการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.9 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.7 ขณะที่ภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวที่ร้อยละ 4.1 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 5.5

 

 

 

มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 อยู่ที่ 23,647.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ที่ร้อยละ 24.7 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวร้อยละ 18.9 โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ 1) สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง แห้ง กระป๋องและแปรรูป และยางพารา ที่ขยายตัวร้อยละ 48.6 34.5 และ 23.5 ตามลำดับ 2) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้าน อาทิ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และโทรทัศน์และส่วนประกอบ 3) สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ที่ยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 4) สินค้าขั้นกลางหรือสินค้าวัตถุดิบ เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ 5) สินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 12.0 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า การส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าหลักของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดหลัก ได้แก่ อินเดีย อาเซียน-5 เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐฯ ที่ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 61.1 55.1 30.6 24.3 และ 20.5 ตามลำดับ

 

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยภาคเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.4 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 7.0 จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และสินค้าประมง ขณะที่ผลผลิตข้าวเปลือกลดลงเล็กน้อย สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85.4 จากระดับ 82.1 ในเดือนตุลาคม 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีทิศทางดีขึ้น รวมถึงภาคการผลิตขยายตัวจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนพฤศจิกายน 2564 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภทพิเศษ นักท่องเที่ยวกลุ่มสิทธิพิเศษ (Thailand Privilege Card) นักธุรกิจ กลุ่มสุขภาพที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยรวม จำนวน 91,255 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากเยอรมนี สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และฝรั่งเศส สำหรับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2564 มีจำนวน  11.3 ล้านคน หรือคิดเป็นการหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -30.9 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 122.3

 

 

เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2564 อยู่ที่ร้อยละ 2.71 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.29 ส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2564 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.8 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 243.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เศรษฐกิจภูมิภาคดีขึ้นถ้วนหน้า-ภาคตะวันออกคึกคัก

 

รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2564 “เศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออก และภาคกลาง จากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัว รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง”

 

 

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2564 ว่า โดยมีรายละเอียดดังนี้ “เศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออก และภาคกลาง จากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัว รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนี ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง”

 

 

เศรษฐกิจภาคตะวันออกในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 42.5 และ 37.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -6.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 33.0 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 123.0 ด้วยจำนวนเงินทุน 3.7 พันล้านบาท จากโรงงานสร้าง ประกอบ ดัดแปลง เปลี่ยนแปลงสภาพ การทำชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สำหรับรถยนต์ รถโดยสาร รถพ่วง รถบรรทุก ทุกประเภท ทั้งที่ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้า ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 21.4 นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 47.8 และ 106.4 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 46.8 และ 103.4 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจภาคกลางในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 19.6 และ 20.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -11.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 41.5 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.7 ด้วยจำนวนเงินทุน 1.4 พันล้านบาท จากโรงงานแบ่งบรรจุสินค้า ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.9 นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่นพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 44.1 และ 85.4 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 43.0 และ 82.1 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจภาคตะวันตกในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะจากการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.8 ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.3 แต่ชะลอตัวลงเล็กน้อยร้อยละ -1.8 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 77.6 ด้วยจำนวนเงินทุน 0.2 พันล้านบาท จากโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา ในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 1.6 และ 27.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 44.1 และ 85.4 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 43.0 และ 82.1 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชน และความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 6.6 และ 19.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -16.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 28.3 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.4 ในขณะที่ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการและจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ ชะลอลงร้อยละ -15.1 และ -27.9 ต่อปี ตามลำดับ นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่นพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 43.5 และ 85.4 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 42.3 และ 82.1 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจภาคเหนือในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชน และความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 17.0 และ 14.7 ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -13.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 9.6 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.6 ในขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการและจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ยังชะลอตัว นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 47.7 และ 63.7 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 46.8 และ 60.9 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชน และความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 6.8 และ 22.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -0.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 25.6 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.9 ในขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการและจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ยังชะลอตัว นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 48.9 และ 77.3 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.0 และ 74.1 ตามลำดับ

 

 

เศรษฐกิจภาคใต้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะจากการบริโภคภาคเอกชน และความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ขยายตัวร้อยละ 27.8 และ 13.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าชะลอตัวลงร้อยละ -12.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 15.8 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.3 จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวร้อยละ 20.3 ต่อปี แต่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ -8.6 ในขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการยังชะลอตัว นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 41.1 และ 82.5 ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 40.0 และ 79.9 ตามลำดับ

 

เผยดัชนีเชื่อมั่น RSI 'ภาคเกษตร-อุตฯ'ดีขึ้นชัดเจน

 

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนธันวาคม 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกภูมิภาค สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคตทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคเหนือ”

 

 

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง และนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2564 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค เดือนธันวาคม 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกภูมิภาค สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคตทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคเหนือ”

 

 

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ปรับเพิ่มจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 76.7 แสดงถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้น โดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากคำสั่งซื้อในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปรับตัวดีขึ้น  อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภาคบริการในอนาคตที่ดีขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 72.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนโดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากคาดว่าความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปรับตัวดีขึ้น   และมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคเกษตรเนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ประกอบกับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น สับปะรดและมันสำปะหลัง เป็นต้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจของภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 72.0 แสดงถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้นโดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบมีความเชื่อมั่นในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคบริการ จากนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดจองที่พักเพิ่มขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 69.6 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้น โดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคบริการ เนื่องจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการทัวร์เที่ยวไทย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคการลงทุน เนื่องจากผู้ประกอบการมั่นใจในการลงทุนเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ 67.9 แสดงถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้น โดยเป็นความเชื่อมั่นภาคบริการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น จากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการทัวร์เที่ยวไทย สำหรับความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 67.2  แสดงถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้น โดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคบริการ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการภาคบริการกลับมาให้บริการตามปกติเพิ่มขึ้น และมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคเกษตร เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น อ้อย และข้าว เป็นต้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจของ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 55.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตที่ดีขึ้น โดยเป็นความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากคาดว่าความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศคู่ค้าจะเพิ่มขึ้น และมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคเกษตร เนื่องจากคาดว่าผลผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่จะเพิ่มขึ้น

ข่าวเกี่ยวข้อง