• SCB EIC คาด กนง. จะเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่ภาวะการเงินตึงตัวจะเริ่มส่งผลกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะเริ่มปรับสูงขึ้น *** จึงประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งปลายปีนี้เหลือ 2.25% และปรับลดอีกครั้งเหลือ 2% ในช่วงต้นปีหน้า (2025)
Home เอ็นไอเอ โชว์ 3 นวัตกรรมรองรับโรครักษายาก-ค่าใช้จ่ายสูง 'เอไอ-ดีพเทค'
เอ็นไอเอ โชว์ 3 นวัตกรรมรองรับโรครักษายาก-ค่าใช้จ่ายสูง 'เอไอ-ดีพเทค'

เอ็นไอเอ โชว์ 3 นวัตกรรมรองรับโรครักษายาก-ค่าใช้จ่ายสูง 'เอไอ-ดีพเทค'

กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2567 - สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA หนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงฝีมือคนไทยเพื่อรองรับกลุ่มโรคที่พบบ่อย และโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง โดยเป็นนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเชิงลึก (DeepTech) ได้แก่ เทคโนโลยีการส่องกล้องทางเดินอาหารด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สำหรับการคัดกรองมะเร็งเต้านม และแพลตฟอร์มคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยการส่งเสิมนวัตกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการนำนวัตกรรมของไทยไปใช้ในวงกว้าง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์การแพทย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และช่วยทำให้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของไทยมีราคาถูกลง

 


ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนานวัตกรรมและกลไกการรักษาด้วยเทคนิคการแพทย์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่พบบ่อยซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ทั้งนี้ นอกจากจะทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาในหลายพื้นที่ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ที่มีราคาถูกลง

NIA ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของประเทศเห็นโอกาสและศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะนวัตกรรมเพื่อการวินิจฉัยหรือรักษาด้วยเทคโนโลยีเชิงลึก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อโรคที่รักษาได้ยาก การลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ การรับมือสถานการณ์ทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ลดต้นทุนบริการทางสุขภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าให้กับนวัตกรรมการแพทย์ไทยให้ได้รับการยอมรับระดับโลก

“วงการแพทย์ของไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์โดยประยุกต์วิธีการรักษากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases : NCD) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคหลอดเลือด ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาด้วย Innovative Healthcare ซึ่งมีบทบาทช่วยส่งเสริมและปรับเปลี่ยนกระบวนการรักษาแบบเดิมให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำขึ้น โดยปัจจุบัน NIA มีการส่งเสริมกลุ่มนวัตกรรมเพื่อรองรับภาวะดังกล่าวซึ่งมีตัวอย่างนวัตกรรมดังต่อไปนี้”

 


AI สำหรับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในผู้หญิง เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ ดังนั้น การเพิ่มโอกาสการรักษาจำเป็นจะต้องทำการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอเมื่อมีภาวะเสี่ยงด้วยเทคโนโลยีการตรวจแมมโมแกรม แต่อย่างไรก็ตามการอ่านภาพแมมโมแกรมยังมีความท้าทายหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสรีระของประชากร การขาดแคลนแพทย์รังสีผู้เชี่ยวชาญในการตรวจ และการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองของกลุ่มผู้หญิงที่มีความเสี่ยง ผ่านโครงการ “การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการคัดกรองมะเร็งเต้านมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดไทยและต่างประเทศ” โดยอาศัยเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยี Web/Mobile application ช่วยแพทย์ในการวิเคราะห์รอยโรคและวินิจฉัยคัดกรองมะเร็งเต้านม ทำให้แพทย์สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ในระยะเริ่มต้น โดยการอ่านผลด้วยแพทย์รังสีและระบบปัญญาประดิษฐ์ร่วมกันเพื่อแยกกลุ่มที่สงสัยจะมีความผิดปกติส่วนน้อยออกมาเพื่อดำเนินการต่อ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้ป่วยในและต่างประเทศอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามการยอมรับของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแท้จริง

DeepGI ส่องกล้องทางเดินอาหารด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้สูงเป็นอันดับ 4 และมีแนวโน้มที่อัตราผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งการรักษาในปัจจุบันนิยมใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง Endoscopic เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ถูก และรวดเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม อีกทั้งมะเร็งลำไส้เป็นโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัว ดังนั้น หากตรวจพบได้เร็วจะทำให้มีโอกาสหายได้ รัฐบาลจึงสนับสนุนการตรวจคัดกรอง (Screening test) ในประชากรอายุมากกว่า 50 ปีซึ่งมีจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน ปัจจุบันสถานพยาบาลของรัฐจำนวน 13,364 แห่ง แต่มีหน่วยส่องกล้องทางเดินอาหารที่มีศักยภาพและความพร้อมประมาณ 2,000 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 370 แห่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งด้านจำนวนสถานพยาบาล และบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพราะการผ่าตัดแบบส่องกล้องต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูงในการวินิจฉัย บริษัท อี.เอส.เอ็ม.โซลูชั่น จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EMR ในโรงพยาบาลด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี และมีความชำนาญด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการส่องกล้อง จึงได้พัฒนาระบบ AI ที่เรียกว่า DeepGI มาช่วยตรวจจับความผิดปกติในทางเดินอาหารขณะส่องกล้อง และนำระบบดังกล่าวมาต่อยอดเทคโนโลยีให้มีความสามารถมากขึ้น เหมาะกับการใช้งาน และมีประสิทธิภาพ ภายใต้เทคโนโลยี “Scope-Life Studio” ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก NIA ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้แพทย์ทำการตรวจรักษาแบบส่องกล้องได้แม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยงบประมาณที่เข้าถึงได้ในการรักษาภายในประเทศ อีกทั้งยังสามารถแข่งขันในระดับโลกได้อีกด้วย

EIPCA แพลตฟอร์มช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรคทางหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก และทุกปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากถึงปีละ 17.9 ล้านคน ซึ่งเกิดจากการคัดกรองโรคหัวใจที่ล่าช้าและเข้าถึงได้ยาก โดยในประเทศไทยมีศูนย์โรคหัวใจเพียง 37 แห่งเท่านั้น ทำให้การตรวจคัดกรองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อผู้เข้ารับการรักษาหนึ่งคน จากปัจจัยข้างต้นสนับสนุนให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เจ้าของรางวัลชนะเลิศ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 คิดค้นและพัฒนา “EIPCA แพลตฟอร์มช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์” เป็นเครื่องมือสำหรับคัดกรองโรคหัวใจด้วยการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่ช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงการคัดกรองโรคหัวใจด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อประมวลผลกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำให้สามารถคัดกรองและประเมินความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นด้วยตนเอง แต่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจในโรงพยาบาล ผ่าน 3 ขั้นตอน คือ 1) ทำแบบประเมินความเสี่ยง 2) วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย EIPCA-Device และ 3) รับผลผ่าน EIPCA-Web-Application ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์ แทปเลต และโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ผู้ตรวจทราบถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและสามารถปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำ หรือ เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้