• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดคณะกรรมการโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งที่ 4 ของปี 2562 ในวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ทั้งนี้ ประเด็นเสถียรภาพของระบบการเงินเป็นประเด็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงินน่าจะยังคงให้น้ำหนักในการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงนี้ ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กนง. น่าจะยังคงส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ในช่วงที่เหลือของปีนี้
Home 'ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์' เปิดประตูนักลงทุนไทยสู่มั่งคั่งระดับโลก
'ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์' เปิดประตูนักลงทุนไทยสู่มั่งคั่งระดับโลก

'ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์' เปิดประตูนักลงทุนไทยสู่มั่งคั่งระดับโลก

'ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์' เปิดประตูนักลงทุนไทย
เผย “รายงานความมั่งคั่ง” ฉบับพิเศษแบบเจาะลึก

 

เจาะตลาดผู้มั่งคั่งในไทยพร้อมเปิดประตูนักลงทุนไทยสู่โอกาสต่อยอดความมั่งคั่งระดับโลกแบบไร้พรมแดนอย่างเป็นทางการ

 

กรุงเทพฯ/ฮ่องกง/สิงคโปร์/ซูริค, 12 มิถุนายน 2562 - “ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์” ประกาศพร้อมเปิดพรมแดนใหม่ต่อยอดความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทย (High Net Worth Individuals - HNWIs) อย่างเป็นทางการ ด้วยบริการที่ปรึกษาทางการเงินและบริหารความมั่งคั่งเฉพาะบุคคลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมช่วยขยายโอกาสในการลงทุนทั่วโลกให้ลูกค้าในประเทศไทยเพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างเต็มศักยภาพ มอบประสบการณ์ที่สุดแห่งวิถีการให้บริการแบบไทย ภายใต้มาตรฐานและความเชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การลงทุนระดับโลก พร้อมเผยแพร่บทสรุป “รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย ปี 2562 (Wealth Report Thailand 2019)” ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จัดทำรายงานโดยเน้นตลาดเมืองไทยเป็นหลัก โดยข้อมูลจะเน้นการเจาะลึกสถานการณ์ในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของประเทศไทย จากผลสำรวจกลุ่มลูกค้า HNWIs ในประเทศไทยจำนวน 351 ราย ครอบคลุมการวิเคราะห์ทุกมิติตั้งแต่ทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารความมั่งคั่ง การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พฤติกรรมการลงทุนเฉพาะกลุ่ม รวมถึงภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและเทรนด์เรื่องราคาและการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศไทย พร้อมคาดการณ์ในช่วงเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2558 – 2563) กลุ่มลูกค้า HNWIs ในประเทศไทยจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 9.9% ต่อปี ทำให้มีมูลค่าโดยรวมกว่า 401,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ รวมถึงคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถแตะระดับ 1,800 จุดได้ภายในไตรมาส 3 ของปี

 

 

นางจิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของไทยโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง (High Net Worth Individuals – HNWIs) มีการเติบโตในอัตราที่สูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ (SCB Julius Baer) บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และจูเลียส แบร์ พร้อมที่จะให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เรามีความมุ่งมั่นในการนำเสนอแผนการบริหารความมั่งคั่งแบบไร้พรมแดนซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของจูเลียส แบร์ ผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่งชั้นนำระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ และหนึ่งในสี่ผู้ให้บริการธุรกิจไพรเวทแบงก์กิ้งรายใหญ่ในเอเชีย ผ่านแนวทางการลงทุนแบบเปิด (Open Product Platform) ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า HNWIs ทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่ให้อิสระสูงสุดแก่ลูกค้าในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายจากทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นักลงทุนไทยจะสามารถคัดสรรการลงทุนหลักทรัพย์เฉพาะเป็นรายตัว รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับการวิเคราะห์โอกาสอย่างเฉียบขาดจากมุมมองเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนโฉม ด้วยข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์จากผู้เชี่ยวชาญของจูเลียส แบร์ที่ประจำอยู่ทั่วทุกมุมโลก และแผนการบริหารผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างมีกลยุทธ์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล จึงทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากทุกสภาวะตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้อย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้เรายังเป็นจุดหมายปลายทางของ World-class One Stop Service ด้านการบริหารความมั่งคั่งเต็มรูปแบบด้วยมาตรฐานระดับโลก ที่ครอบคลุมไปจนถึงการวางโครงสร้างความมั่งคั่ง การบริหารภาษี การย้ายถิ่นพำนัก การวางแผนเกษียณ การเตรียมแผนสำหรับทายาท และกิจกรรมเพื่อการกุศล ฯลฯ”

 

“นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ คือ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าระดับ HNWIs ในเมืองไทยของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่นำเอกลักษณ์เฉพาะในการดูแลและให้คำปรึกษาที่ตรงใจและตรงจุด โดยเรามีโครงสร้างทีมในการดูแลลูกค้า แบ่งเป็น 2 แกนสำคัญ ได้แก่ 1) การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ได้แก่ ทีมผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ (Relationship Manager) และ 2) ผลิตภัณฑ์ (Product) ประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน และทีมผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) นอกจากนี้ยังรวมถึงทีมสนับสนุนต่างๆ (Support Function) ได้แก่ ทีมกฎหมาย ทีมการเงิน ทีมปฏิบัติการ และทีม HR รวมแล้ว 62 คนประจำอยู่ในประเทศไทย ที่ผ่านการอบรมพัฒนาศักยภาพรอบด้านแบบมืออาชีพอย่างเข้มข้น พร้อมที่จะดูแลทุกความต้องการของลูกค้า และตอบโจทย์ในทุกมิติการลงทุน ซึ่งการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน และได้ในมาตรฐานเดียวกันกับที่สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนมาตรฐานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในเมืองไทย บริษัทฯ จึงได้จัดทำ “รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย ปี 2562 (Wealth Report Thailand 2019)” ซึ่งนับเป็น Wealth Report ฉบับแรกที่จัดทำโดยไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ เพื่อศึกษาตลาด HNWIs ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นผลิตผลแห่งความสำเร็จของการบูรณาการข้อได้เปรียบของทั้งสองผู้ถือหุ้นหลัก คือ ความเข้าใจตลาด รวมถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในการเข้าถึงลูกค้าระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ ในขอบข่ายประเด็นการศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติที่สำคัญ และความสามารถในการวิเคราะห์และจัดทำ Wealth Report ของจูเลียส แบร์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยสร้างความเข้าใจและความต้องการของลูกค้าเชิงลึก และเห็นโอกาสการวางแผนทางการเงินได้อย่างครอบคลุม และสามารถพิชิตเป้าหมายการลงทุนของลูกค้าที่ตั้งไว้ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้วางแผนจัดงานเสวนาตามหัวเมืองใหญ่ที่สำคัญ เพื่อนำเสนอข้อมูลจาก Wealth Report Thailand พร้อมเทรนด์และโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์โลกให้กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วประเทศอีกด้วย” นางจิรลาวัณย์ กล่าวต่อ

 

 

ในโอกาสการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ มีความยินดีที่จะเผยแพร่สรุปข้อมูลสำคัญจาก “รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย ปี 2562” ฉบับแรกที่จัดทำโดยไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ เจาะลึกเฉพาะตลาดในประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลจากลูกค้ากลุ่ม HNWIs จำนวน 351 คน นำมาสู่การคาดการณ์ในช่วงเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2558 – 2563) กลุ่มลูกค้า HNWIs ในประเทศไทยจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 9.9% ต่อปี ทำให้มีมูลค่าโดยรวมกว่า 401,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยที่หนุนการเติบโตนี้ คือการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของความมั่งคั่งครัวเรือน เศรษฐกิจดีขึ้น รวมไปถึงการที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยน่าจะแตะที่ระดับ 1,800 จุดได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และประเทศไทยจะยังมีฐานะทางการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง

 

รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่ากลุ่ม HNWIs ในประเทศไทยกว่า 56% สนใจการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) มากกว่าการคงการรักษาระดับความมั่งคั่ง (Wealth Preservation) ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 41% โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีรูปแบบการจัดพอร์ตในลักษณะเดียวกับกลุ่ม HNWIs ในต่างประเทศ คือ นิยมลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่น หุ้น พันธบัตร และกองทุน แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ยังเป็นการลงทุนในประเทศ โดยนักลงทุนกลุ่ม HNWIs ในไทยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7% และการลงทุนทางเลือกอื่นๆ อยู่ที่ 6% ขณะที่นักลงทุนกลุ่ม HNWIs ในต่างประเทศจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนทางเลือกอื่นๆ ในอัตรา 17% และ 9% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก

 

ข้อสรุปจากการสำรวจที่น่าสนใจจาก “รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย” ประจำปี 2562 มีดังนี้

 

จากกลุ่มสำรวจมีการลงทุนในต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งผลิตภัณฑ์มีจำนวนไม่ถึงครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ในจำนวนนี้หุ้นและตราสารหนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการลงทุนมากที่สุด ตามด้วยกองทุน และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

 

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักลงทุน พบว่ามีความสนใจลงทุนในผลิตภัณฑ์/การลงทุน (โดยเฉพาะในต่างประเทศ) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและกฎหมายยังเป็นโอกาสที่จะผลักดันการเติบโตของตลาดนี้ในประเทศไทย

 

พฤติกรรมและทัศนคติของนักลงทุนเฉพาะกลุ่มที่ให้ความเห็นในการจัดทำแบบสำรวจครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 

 

o กลุ่มผู้ประกอบการมิลเลนเนียล (Millennial Entrepreneur) อายุไม่เกิน 40 ปี ให้ความสำคัญกับบริการทางการเงินดิจิทัล และการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง (Wealth Creation) มากกว่าการคงระดับรักษาความมั่งคั่ง (Wealth Preservation) อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม กลุ่มผู้ประกอบการมิลเลนเนียลกลับมีความเข้าใจน้อยที่สุดว่าจะเข้าถึงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศได้อย่างไร

 

o กลุ่มนักลงทุนเต็มตัว (Mature Investors) อายุระหว่าง 41 - 60 ปี เป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเข้าใจมากที่สุดถึงรูปแบบความหลากหลายของสินทรัพย์การลงทุนในต่างประเทศเมื่อเทียบกับอีกสองกลุ่ม

 

o กลุ่มคนเกษียณไฮเทค (Techie Retiree) อายุมากกว่า 60 ปี เป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศน้อยที่สุดและต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุนมืออาชีพ มาช่วยจัดการบริหารการเงินให้ โดยประเด็นที่น่าสนใจ คือ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้งานโซเชียลมีเดียมากที่สุดใน 3 กลุ่ม

 

รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทยนี้ยังได้ให้ข้อมูลการจัดอันดับประเทศไทยในดัชนีไลฟ์สไตล์ของจูเลียสแบร์ (Julius Lifestyle Index 2018) ที่จัดทำขึ้นโดยพิจารณาจากตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยและบริการลักซ์ชัวรี่ต่างๆ จำนวน 22 รายการที่สามารถสะท้อนการใช้จ่ายของชาว HNWIs ในภูมิภาคนี้


o กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกสำหรับนักช้อป โดยอยู่ในอันดับ 7 ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2561 หากคิดเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

 

o สินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศไทยมีราคาสูงกว่าเนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือยนำเข้าบางรายการ ขณะที่ราคาของการให้บริการลักซ์ชัวรี่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับได้ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินการในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ การจัดงานแต่งงานอย่างหรูหราในกรุงเทพฯ มีต้นทุนถูกที่สุด อย่างไรก็ดีนักช้อปที่มาใช้บริการผ่าตัดเลสิก ตัดเสื้อสูท และซื้อซิการ์ในประเทศไทยกลับต้องจ่ายแพงกว่าในเมืองอื่นๆ ทั่วภูมิภาค

 

“หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ คือ แนวโน้มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งระดับสูงของไทยมีการเติบโตอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา และแนวโน้มนี้จะยังคงมีต่อเนื่องเพราะประชากรไทยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ มองเห็นศักยภาพอีกมากในตลาดนี้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาค เนื่องจากกลุ่ม HNWIs มีความรู้มากขึ้นและเงื่อนไขทางกฎหมายและนโยบายเอื้อต่อการลงทุนและบริหารจัดการความมั่งคั่งได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามผลการสำรวจจากรายงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้า HNWIs ในประเทศไทยยังไม่ได้รับบริการอย่างเพียงพอ และมีความต้องการลงทุนในต่างประเทศอยู่มาก ดังนั้น เราจึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางการวางแผนการเงิน การต่อยอดความมั่งคั่ง รวมทั้งบริการที่จะช่วยให้กลุ่ม HNWIs บรรลุความตั้งใจในทุกมิติของชีวิตทั้งการเงินและจุดมุ่งหมายส่วนบุคคล ผ่านการให้คำปรึกษาและการคัดสรรผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับโลกให้กับลูกค้าในประเทศไทย เราเชื่อว่าไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จะสามารถช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมายด้านการลงทุนได้เป็นอย่างดี” นางจิรลาวัณย์ กล่าวสรุป

 

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษา “รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย” ที่จัดทำโดยไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ได้ที่  www.scbjuliusbaer.com ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำส่งรายงานฉบับเต็มให้แก่ลูกค้า HNWIs ของไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ต่อไป

 

 

รายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย ปี 2562

 

ข้อเขียนนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอความเป็นมาและข้อมูลน่าสนใจที่ได้จากรายงานความมั่งคั่งในประเทศไทย ปี 2562

 

ความเป็นมา

 

ธนาคารไทยพาณิชย์และจูเลียส แบร์ (Julius Baer) ร่วมกันจัดทำรายงานความมั่งคั่งของประเทศไทย ปี 2562 ในโอกาสเปิดตัวบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) โดยรายงานได้วิเคราะห์ถึงสภาวการณ์ความมั่งคั่งในประเทศไทย

 

การสำรวจได้จัดทำในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทยจำนวน 351 ท่าน รายงานนี้ได้ทำการวิเคราะห์ถึงทัศนคติของบุคคลเหล่านี้ในประเด็นเกี่ยวกับความมั่งคั่ง และข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ บทความนี้ยังแสดงถึงดัชนีด้านไลฟ์สไตล์ที่จัดทำโดยจูเลียส แบร์ และเปรียบเทียบราคาของสินค้าฟุ่มเฟือยในกรุงเทพฯ กับเมืองสำคัญๆ ในเอเชีย

 

ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและมุมมองในอนาคต

 

การคาดการณ์ทั่วโลกพบว่า ตลาดเอเชียมีความสดใสเนื่องจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เอื้ออำนวย และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น 

 

เราเชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยยังสดใส โดยดูจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทำได้ดี อุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง (Domestic Demand) และตัวเลขเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่ดีขึ้น ทำให้เราคาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยจะสามารถแตะที่ระดับ 1,800 จุด ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

 

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในเอเชีย เราคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2562 เนื่องจากการอ่อนค่าลงของดอลล่าร์สหรัฐฯ

 

ค่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 31 - 32 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าแข็งกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่แล้วที่อยู่ที่ 32.3 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ 

 

สภาวะความมั่งคั่งในประเทศไทย

 

สินทรัพย์ที่ลงทุนได้ของผู้มีความมั่งคั่งรายใหญ่ในเอเชีย จะเติบโตจนมีมูลค่าโดยรวมถึง 14.5 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี 2563 ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 160% ในช่วงทศวรรษนี้ 
มีการประเมินว่าในช่วงเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2558 – 2563) สินทรัพย์ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งรายใหญ่ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 9.9% ต่อปี ทำให้มีมูลค่าโดยรวมกว่า 401,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยที่หนุนการเติบโตนี้ คือ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของความมั่งคั่งครัวเรือน เศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมไปถึงการที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

 

ภาคเอกชน คือ กำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและเป็นภาคส่วนที่เป็นผู้ว่าจ้างงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ
เมื่อเจ้าของธุรกิจครอบครัวเหล่านี้กำลังถึงวัยที่จะต้องวางมือ (22% ของกลุ่มเจ้าของธุรกิจในการสำรวจนี้ มีอายุมากกว่า 60 ปี) กลุ่มเจ้าของธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการที่จะเข้าใจและสามารถวางแผนการสืบทอดเพื่อลูกหลานรุ่นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่นิยมเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองในรูปของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่ซับซ้อน อาทิ เงินฝากและประกัน แต่ในช่วงไม่นานมานี้สภาวการณ์เช่นนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อนักลงทุนเริ่มมาลงทุนในกองทุนรวมแทนที่การเก็บทรัพย์สินไว้ในเงินฝาก 

 

มาตรการผ่อนคลายของรัฐบาลทำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนของตนเองไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

 

สินทรัพย์ในกองทุนรวมส่วนใหญ่ (58%) เป็นการลงทุนภายในประเทศในรูปของกองทุนตราสารหนี้ (Fixed Income) และหนึ่งในห้า (21%) ลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) 


กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ (FIFs) ค่อนข้างประสบความสำเร็จ และมีปริมาณสูงถึงราวหนึ่งในสี่ของกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทยที่มีมูลค่า 4.9 ล้านล้านบาท
บริษัทที่ทำธุรกิจเป็นผู้จัดการบริหารความมั่งคั่ง( Wealth Manager) ได้ใช้วิธีการที่หลากหลายรูปแบบเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้มีมั่งคั่งที่มีศักยภาพในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทย การส่งบุคลากรเข้ามาทำธุรกิจจากต่างประเทศ หรือผ่านรูปแบบของการหาพันธมิตรทางธุรกิจและจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งแต่ละวิธีการมีผลดีที่แตกต่างกัน
สำหรับลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลก การลงทุนในต่างประเทศมีความน่าสนใจเพราะสามารถไปลงทุนในประเทศที่ที่มีความมั่นคงทางการเมือง, มีกฎหมายด้านกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ดี และมีการบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ และน่าไว้วางใจ

 

ในขณะเดียวกันการให้บริการบริหารความมั่งคั่งจากผู้ให้บริการภายในประเทศก็มีความน่าดึงดูดมากขึ้น เพราะการปรับเปลี่ยนกฏระเบียบให้ทันสมัยมากขึ้นที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก นำไปสู่การย้ายทรัพย์สินกลับมาลงทุนภายในประเทศ 


การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างบริษัทต่างชาติ และบริษัทในไทยนั้นจะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย โดยบริษัทต่างชาติจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงตลาดไทยที่ดีขึ้น ส่วนบริษัทในไทยนั้นก็จะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จะมายกระดับการบริการบริหารความมั่งคั่งของตนเองให้ดีขึ้น

 

ข้อสรุปจากการสำรวจ 

 

กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงชาวไทยนิยมลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (เช่น หุ้น พันธบัตร และกองทุน) มากกว่ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในฮ่องกง, สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของไทยยังนิยมการถือครองเงินสดเป็นส่วนใหญ่ (21.5%), ตามด้วยการลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตร (20.4%), การลงทุนในหุ้น (19.5%) และการลงทุนกองทุนรวม (15.3%) ตามลำดับ โดยรวมแล้ว ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของไทยนั้นมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงถึง 55% ในขณะที่ภาพรวมของผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลกถือครองสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง 47% ส่วนผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงที่ฮ่องกองและสิงคโปร์นั้นถือครองสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเพียง 42% นอกจากนี้สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องส่วนใหญ่นั้นเป็นการลงทุนในประเทศ

 

กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของไทยยังลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนทางเลือกน้อยเมื่อเทียบกับผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลก โดยผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คิดเป็น 17% ของพอร์ต ซึ่งมากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงไทย (7%) เป็นอย่างมาก ด้านการลงทุนทางเลือกก็เช่นกัน ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของไทยถือครองสินทรัพย์ทางเลือกที่ 6% ขณะที่ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลกถือครองสินทรัพย์ทางเลือกอยู่ที่ 9%


กลุ่มลูกค้าไทยมุ่งที่จะเพิ่มพูนและสร้างความมั่งคั่งให้มากขึ้น (Wealth Creation) มากกว่าเพียงแค่คงรักษาความมั่งคั่ง (Wealth Preservation) (56% ต่อ 41%) ทัศนคติเช่นนี้มีความเด่นชัดมากขึ้นในกลุ่มลูกค้าอายุต่ำกว่า 40 ปี (71% ต่อ 27%)


ลูกค้าที่อยากลงทุนส่วนใหญ่มักปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อน (43%) ตามมาด้วยการปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุน เช่น Private Banker (27%) และมีลูกค้า 13% ที่ค้นหาคำแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทางออนไลน์ ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าลูกค้ามีความรู้และคุ้นเคยกับเรื่องของดิจิทัลค่อนข้างสูง ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของการใช้งานสื่อออนไลน์ และดิจิทัลของประเทศที่อยู่ในระดับสูง

 

กลุ่มลูกค้าชาวไทยหวังผลตอบแทนจากการลงทุนค่อนข้างสูง โดยมีลูกค้าเพียง 27% ที่บอกว่าพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับเพราะตรงตามที่คาดหวัง ในขณะที่ 13% บอกว่า “ไม่พอใจอย่างยิ่ง” โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดโลกในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา 


การรับรู้ถึงผู้ให้บริการด้านการลงทุนในต่างประเทศยังมีค่อนข้างต่ำ โดยกว่า 74% ของกลุ่มสำรวจไม่รู้จักผู้ให้บริการด้านการลงทุนในต่างประเทศ ส่วน 26% ของกลุ่มสำรวจที่สามารถระบุชื่อผู้ให้บริการด้านการลงทุนในต่างประเทศได้ เอ่ยถึงบริษัทจากสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ (25%) ตามด้วยบริษัทฯ จากสวิส (20%), บริษัทในประเทศ (19%) และบริษัทจากเอเชีย โดยฉพาะบริษัทจากสิงคโปร์ (15%)

 

40% ของกลุ่มสำรวจมีการลงทุนในต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้หุ้นและตราสารหนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการลงทุนมากที่สุด (80%) ตามมาด้วยกองทุน (75%) และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง (51%) 

 

จากตัวเลขของผู้ที่ไม่เคยลงทุนในต่างประเทศที่สูง (73%) สามารถบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในไทยนั้นยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศ โดย 65% ของบุคคลเหล่านี้บอกว่าไม่เข้าใจถึงวิธีการที่จะเข้าถึงการลงทุนในต่างประเทศ 


ลูกค้าชาวไทย 52% ลงทุนในต่างประเทศครั้งแรก เพราะการลงทุนในตลาดต่างประเทศให้โอกาสที่ไม่สามารถหาได้จากการลงทุนในประเทศ แต่หลังจากนั้นกว่าครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้จะเบนความสนใจไปยังเรื่องของโอกาสการสร้างผลตอบแทนตามที่คาดหวังเป็นหลัก

 

หากเอ่ยถึงการลงทุนในต่างประเทศ กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทยที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ ได้เอ่ยถึงสิงคโปร์เป็นประเทศลำดับต้นๆ ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และฮ่องกง

 

การจัดกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทย

 

เราจำแนกกลุ่มของผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ประกอบการมิลเลนเนียล (Millennial Entrepreneur) (19%), นักลงทุนเต็มตัว (Mature Investor) (59%) และ คนเกษียณไฮเทค (Techie Retiree) (22%)

 

ผู้ประกอบการมิลเลนเนียล (อายุไม่เกิน 40 ปี) 


การศึกษาดี โดย 87% จบปริญญาตรีหรือสูงกว่านั้น


51% ของผู้ประกอบการมิลเลนเนียลเป็นเจ้าของธุรกิจ


71% ของผู้ประกอบการมิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) มากกว่าการคงรักษาความมั่งคั่งไว้ (Wealth Preservation)
ผู้ประกอบการมิลเลนเนียลให้ความสนใจกับบริษัทด้านการลงทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดีและเข้าใจถึงความต้องการส่วนบุคคล

 

ผู้ประกอบการมิลเลนเนียลมักปรึกษาคนในครอบครัวและเพื่อนเป็นหลักในการตัดสินใจเรื่องการลงทุน

 

คนกลุ่มนี้มีพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย แต่ปัจจุบันยังลงทุนน้อยไปในแง่ของการเพิ่มพูนและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) โดยคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีความคุ้นเคยและเชี่ยวชาญในเรื่องดิจิทัล และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Relationship Manager (RM)

 

คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากกับบริการทางการเงินดิจิทัล


คนกลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่เกาะติดข้อมูล ต้องการให้วิเคราะห์พอร์ตที่ตนเองถืออยู่ทุกๆ เดือน

 

นักลงทุนเต็มตัว (อายุระหว่าง 41 - 60 ปี)


นักลงทุนเต็มตัวเป็นกลุ่มที่มีการศึกษามากที่สุด โดย 96% จบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

 

นักลงทุนเต็มตัวมีทัศนคติที่สมดุลระหว่างการเพิ่มพูนและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) (55%) และการคงรักษาความมั่งคั่งไว้ (Wealth Preservation) (39%) โดยตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน และการรักษาเงินต้น

 

นักลงทุนเต็มตัวจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเงินลงทุน (70%) มากกว่าความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือความสำเร็จทางธุรกิจ

 

ในการเลือกผู้ให้บริการด้านการลงทุน นักลงทุนเต็มตัวจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ผลงานที่ดีในอดีตที่ผ่านมา, ชื่อเสียงของผู้ให้บริการ และความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการส่วนบุคคล

 

นักลงทุนเต็มตัวมีความเข้าใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ และมีประสบการณ์ในการลงทุนในต่างประเทศที่ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลายผลิตภัณฑ์

 

นักลงทุนเต็มตัวเป็นนักลงทุนที่เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญของคำแนะนำ ไม่ว่าจะจากคนในครอบครัว เพื่อน หรือ Relationship Manager (RM)

 

นักลงทุนเต็มตัวให้ความสำคัญมากต่อความมั่นคงและความปลอดภัยเมื่อเลือกผู้ให้บริการด้านการลงทุนในต่างประเทศ และเห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศเป็นการกระจายการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของตน

 

นักลงทุนเต็มตัวเห็นว่าการวิเคราะห์ทบทวนพอร์ตของตนเองไตรมาสละหนึ่งครั้งเป็นเรื่องดีที่สุด

 

นักลงทุนเต็มตัวมีการจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองไปในหลากหลายสินทรัพย์มากว่าคนในกลุ่มอายุอื่น (79.8%)


คนเกษียณไฮเทค (อายุ 61 ปีขึ้นไป)

 

17% ของคนเกษียณไฮเทคจบปริญญาเอก ซึ่งนับเป็นอัตราส่วนสูงที่สุดในโปรไฟล์ทั้งหมด โดยรวมแล้ว 89% จบปริญญาตรีหรือสูงกว่านั้น

 

50% ของคนเกษียณไฮเทครับรู้เรื่องการการร่วมทุน (Joint Venture) ผ่านทางสื่อโซเชียล และ 30% ตัดสินใจด้านการลงทุนด้วยการค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ด้วยตนเอง

 

คนเกษียณไฮเทคต้องการคงการรักษาความมั่งคั่ง (Wealth Preservation) ของตนไว้ (58%) มากกว่าการเพิ่มพูนและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) (39%) คนเกษียณไฮเทคคิดเหมือนนักลงทุนเต็มตัว คือ ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเงินลงทุนของตนเอง (68%) มากกว่าความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือความสำเร็จทางธุรกิจ (32%)

 

คนเกษียณไฮเทคต้องการผู้ให้บริการด้านการเงินการลงทุนที่ครบเครื่อง อยากได้คนที่มีผลงานดีในเรื่องการสร้างผลตอบแทน ชื่อเสียงดี และสามารถตอบโจทย์ความต้องการส่วนบุคคลได้เป็นการเฉพาะ

 

คนเกษียณไฮเทคเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศน้อยที่สุด โดย 73% บอกว่าไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

 

ในบรรดาคนที่มีโปรไฟล์แตกต่างกันทั้งหลาย คนเกษียณไฮเทคบอกชัดเจนว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เงินของตนเองจะต้องมีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ (26%)

 

คนเกษียณไฮเทคมีความเหมือนนักลงทุนเต็มตัว ตรงที่เห็นคุณค่าของคำแนะนำ ไม่ว่าจะจากคนในครอบครัว เพื่อน หรือ Relationship Manager (RM)

 

เมื่อพูดถึงการลงทุนในต่างประเทศ คนเกษียณไฮเทคจะต่างจากคนในกลุ่มวัยอื่น ในแง่ที่ต้องการให้การลงทุนสอดคล้องกับโปรไฟล์ด้านความเสี่ยงของเขา

 

คนเกษียณไฮเทคอยากให้วิเคราะห์ทบทวนพอร์ตของเขาเดือนละครั้ง หรือเมื่อใดก็ได้ที่เขาถามหา


ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยของไทย และดัชนีไลฟ์สไตล์ของจูเลียส แบร์


มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศไทยคาดว่าจะสูงถึง 2.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี 2562

 

ดัชนีไลฟ์สไตล์ของจูเลียส แบร์ ในปี 2561 ระบุว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกสำหรับนักช้อป โดยอยู่ในอันดับ 7 ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2561 หากคิดเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

 

ระหว่างปี 2560 ถึง 2561 หากคิดบนพื้นฐานของค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พบว่าราคาสินค้าบริการในกรุงเทพฯ คงที่เมื่อเทียบปีต่อปี โดยคิดเป็นเงินบาท (+1.0%) แต่การแข็งค่าของเงินบาทนั้น ทำให้เมื่อคิดแปลงเป็นราคาในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ จะสูงขึ้น 4.9%

 

การที่กรุงเทพฯ ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับมิชลินไกด์ทำให้การรับประทานอาหารเย็นชั้นเลิศนั้นมีราคาสูงขึ้นถึง 44% ในรูปของเงินบาท

 

ซิการ์ สูทผู้ชาย และที่พักอาศัยหรูหรา มีราคาสูงขึ้น 28.6% , 8.3% และ 4.9% ตามลำดับ ในทางตรงข้าม ค่าทำโบท็อกซ์ ค่าห้องพักในโรงแรมหรู รองเท้าสตรี และค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย กลับมีราคาลดลง 29.8%, 28.0%, 17.7% และ 17.0% ตามลำดับ

 

ดัชนีไลฟ์สไตล์ของจูเลียส แบร์ ระบุว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายสูงอันดับ 7 จากทั้งหมด 11 เมืองในเอเชีย สินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศไทยมีราคาแพงขึ้น เป็นเพราะภาษีสรรพสามิต ในขณะที่ราคาของการให้บริการแบบลักซ์ชัวรี่ยังอยู่ในระดับที่สามารถรับได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของธุรกิจประเภทนี้ลดต่ำลง

ข่าวเกี่ยวข้อง