• SCB EIC คาด กนง. จะเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่ภาวะการเงินตึงตัวจะเริ่มส่งผลกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะเริ่มปรับสูงขึ้น *** จึงประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งปลายปีนี้เหลือ 2.25% และปรับลดอีกครั้งเหลือ 2% ในช่วงต้นปีหน้า (2025)
Home ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ปิดการขายหุ้นกู้ 4 รุ่น 15,000 ล. นักลงทุนสนใจล้น
‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ปิดการขายหุ้นกู้ 4 รุ่น 15,000 ล. นักลงทุนสนใจล้น

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ปิดการขายหุ้นกู้ 4 รุ่น 15,000 ล. นักลงทุนสนใจล้น

เผยได้รับความสนใจล้นหลามสะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนต่อศักยภาพของบริษัท พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตในฐานะผู้นำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกกับเป้าหมายขยายสู่ระดับภูมิภาค
 
13 กันยายน 2566 : “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ผู้นำในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้อย่างงดงาม หลังยอดจองซื้อหุ้นกู้ 4 รุ่น อายุ 1 ปี 6 เดือน ถึงอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยระหว่าง 3.04% - 3.80% ต่อปี ที่เสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไประหว่างวันที่ 8 และ 11-12 กันยายน 2566 ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม ทำให้ปิดการขายด้วยจำนวน 15,000 ล้านบาทตามเป้า สะท้อนความมั่นใจของผู้ลงทุนที่เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตและขยายสู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคเอเชียของ “ซีพี แอ็กซ์ตร้า”

นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโครและประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานบัญชีและการเงิน บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (บริษัทฯ) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งภายใต้ชื่อ “แม็คโคร” (Makro) และธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ “โลตัส” (Lotus’s) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย หุ้นกู้รุ่นอายุ 1 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.04% ต่อปี รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.20% ต่อปี รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.55% ต่อปี และรุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โดยเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป ระหว่างวันที่ 8 และ 11-12 กันยายน 2566 ที่ผ่านมานั้น เป็นการออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งแรกของบริษัทฯ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบันอย่างล้นหลาม ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมายด้วยมูลค่าระดมทุน 15,000 ล้านบาท

“บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ลงทุนที่ให้ความสนใจและไว้วางใจลงทุนในหุ้นกู้ “ซีพี แอ๊กซ์ตร้า” รวมถึงขอบคุณสถาบันการเงินชั้นนำทั้ง 8 แห่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ครั้งนี้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคาร   ยูโอบี และ บล.เกียรตินาคินภัทร ที่อำนวยความสะดวกทั้งการให้ข้อมูลและการนำเสนอช่องทางการเสนอขายที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้นกู้ของบริษัทฯ ได้อย่างสะดวกขึ้น รวมถึงช่องการเสนอขายผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ต พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการตอกย้ำว่า ผู้ลงทุนยังคงมั่นใจและพร้อมที่จะเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสูง โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ พร้อมที่จะเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายที่จะขยายสู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคเอเชียต่อไป” ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโครและประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานบัญชีและการเงิน บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า กล่าว

ทั้งนี้ หุ้นกู้ “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “A+” เช่นเดียวกับอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “บวก” (Positive) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 สะท้อนสถานะของบริษัทฯ ในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core subsidiary) ของ บมจ. ซีพี ออลล์ และการเป็นผู้นำในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ด้วยความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานทั้งฐานรายได้และกำไรที่เติบโต ภายใต้หลักการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล และมีเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจของ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร” (Makro) ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย  โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าผู้ประกอบการมืออาชีพ ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ “โลตัส” (Lotus’s)  ในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยบริษัทฯ มุ่งที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับภูมิภาคในเอเชีย และขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ ด้วยช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ (Omni channel) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพของร้านค้า ต่อยอดธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับโฉมร้านค้าแบบไฮบริดซึ่งดึงจุดเด่นของ 2 กลุ่มธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแบบไร้รอยต่อ เพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป