• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน
Home “โกลเบล็ก” มอง SET สัปดาห์นี้แกว่งผันผวน แรงกดดันตะวันออกกลาง น้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์สูง
“โกลเบล็ก” มอง SET สัปดาห์นี้แกว่งผันผวน แรงกดดันตะวันออกกลาง น้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์สูง

“โกลเบล็ก” มอง SET สัปดาห์นี้แกว่งผันผวน แรงกดดันตะวันออกกลาง น้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์สูง

กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ความกังวล FED ปรับขึ้นดอกเบี้ย และสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมแนะนักลงทุนเกาะติดปัจจัยการเมืองและการประชุมสำคัญ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นได้อานิสงส์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ยังคงแกว่งตัวผันผวนจากแรงกดดันสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูงบั่นทอนความน่าสนใจในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย. นี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600–1,630 จุด

ส่วนปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดในสัปดาห์นี้ โดยหลักมาจากการปรับตัวลดลงของดัชนีดาวโจนส์ 161.61 จุด หรือ -0.31% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านหนุนหลังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย จนเกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันชะงักงัน และ FedWatch Tool ของ CME Group ยังระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 69% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้จากเดิม 55.4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศมาจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลในหลายพื้นที่หลังฝนตกต่อเนื่องหลายวัน แต่ส่วนใหญ่เตรียมรับมือไม่ทันทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตและการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกช่วยพยุง โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านญัตติ War Powers Resolution เพื่อถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบกับอิหร่าน และมิตรภาพระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ การเรียกร้องให้ร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 ขณะที่ในประเทศ สำนักงาน ก.ล.ต. ขานรับสภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับเพื่อยกระดับการกำกับดูแลยุคดิจิทัล และบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรก วางเป้าหมายดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี พร้อมเตรียมพิจารณาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป 1-1.5 ล้านครัวเรือนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน

ในส่วนของปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในประเทศประกอบด้วยการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์จาก ส.อ.ท. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. และรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินจาก ธปท. รวมถึงการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคจาก สศอ. และ สศค.

ส่วนปัจจัยต่างประเทศได้แก่รายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของจีน ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอียู ตัวเลข JOLTS และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง GDP ไตรมาส 2/2569 (Final) และดัชนี PCE เดือนส.ค.

ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม ได้แก่ GLOBAL, DOHOME, HMPRO, TASCO, DCC และ DRT