8 หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เดินหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่น ช่วงการประปานครหลวง–ถนนแจ้งวัฒนะ (ถนนหมายเลข 11) ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ลดปัญหาการจราจร เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และรองรับการเติบโตของพื้นที่โดยรอบ คาดแล้วเสร็จกันยายนปี 2570
ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development (DAD) เปิดเผยว่า ธพส. และอีก 7 หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นนทบุรี และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่น จากการประปานครหลวงถึงถนนแจ้งวัฒนะ (ถนนหมายเลข 11) ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร จาก 2 ช่องทาง ขยายเป็น 4 ช่องทางการจราจร เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและบรรเทาปัญหาจราจรบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. 2570 คาดว่าศักยภาพในการรองรับการจราจรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย “เท่าตัว” จากปัจจุบัน โดยเฉพาะถนนประชาชื่นที่ถือเป็นเส้นทางหลักของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณรถหนาแน่นแตะระดับหลายแสนคันต่อวัน เกินขีดความสามารถของผิวจราจรเดิม

ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ถนน และเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมเข้าสู่พื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ซึ่งถือเป็นและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด เพิ่มทางเลือกการเดินทางให้ประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มาติดต่อราชการ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โรงพยาบาล และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต
ภารกิจของความร่วมมือ กรุงเทพมหานครรับหน้าที่หลักในการปรับปรุงเส้นทางด้วยงบก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ อาทิ ระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ป้ายและเครื่องหมายจราจร ขณะที่จังหวัดนนทบุรีและสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นนทบุรีสนับสนุนการใช้พื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านการดำเนินงาน ส่วนการประปานครหลวงยินยอมให้ใช้พื้นที่ในโครงการปรับปรุงถนนครั้งนี้ และการไฟฟ้านครหลวงรับผิดชอบการประสานและดูแลโครงสร้างสาธารณูปโภค รวมถึงการย้ายหรือปรับปรุงระบบเดิมที่เกี่ยวข้อง
ด้านบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการด้านโครงข่ายสื่อสารและระบบสายสื่อสารใต้ดิน ขณะที่ ธพส. รับบทบาทให้การสนับสนุนพื้นที่ และการประชาสัมพันธ์โครงการ ส่วนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทำหน้าที่ประสานงานและร่วมผลักดันโครงการในภาพรวม เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและผู้ใช้พื้นที่ศูนย์ราชการฯ ในระยะยาว
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมอย่างเป็นระบบให้กับถนนประชาชื่น และยังสามารถรองรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่สัญจรเข้า-ออก จากโครงข่ายถนนที่ออกจากศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่ ถนนหมายเลข 8 ที่เชื่อมต่อออกไปยังถนนวิภาวดี-รังสิต ถนนกำแพงเพชร 6 และถนนหมายเลข 10 ที่เชื่อมต่อไปยังถนนประชาชื่น ซึ่งถนนเส้นนี้ออกแบบให้รองรับการสัญจรของรถยนต์ได้อย่างน้อย 4 แสนคันต่อเดือน จึงช่วยสร้างความสะดวก ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ดร.ธีธัช กล่าวว่า ธพส. เดินหน้าพัฒนาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงานควบคู่กัน ทั้งด้านคมนาคม พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพลังงานสะอาด โดยหลังการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเชื่อว่าในอนาคตประชาชนจะหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในย่านศูนย์ราชการและถนนแจ้งวัฒนะได้อีกระดับ
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนต่อยอดโครงข่ายถนนจากศูนย์ราชการสู่ถนนวิภาวดีรังสิต โดยอยู่ระหว่างหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อจากถนนหมายเลข 8 บริเวณด้านหลังศูนย์ราชการ ผ่านแนวกำแพงทางรถไฟไปยังถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเพิ่มทางเลือกในการระบายรถออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและหารือรูปแบบร่วมกันหลายฝ่าย โดยการรถไฟฯ จะเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาแนวทางดำเนินงาน
ด้านการพัฒนาพื้นที่ 378 ไร่ เป็นสีเขียว 138 ไร่ โดยมีพื้นที่รวมเกือบ 660,000 ตารางเมตร ปัจจุบันมีการใช้พื้นที่เต็มศักยภาพแล้ว และเตรียมส่งมอบพื้นที่ครบ 100% ให้หน่วยงานราชการภายในสิ้นปีนี้ รองรับหน่วยงานรัฐกว่า 17 หน่วยงาน นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์มากขึ้น ทั้ง Co-working Space ห้องประชุม และพื้นที่จัดกิจกรรม เพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนสามารถเข้ามาใช้บริการได้ โดยรายได้หลัก 80-90% มาจากการบริหารพื้นที่ให้หน่วยงานราชการ ส่วนรายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ 10% และมีแผนขยายสัดส่วนเพิ่มในอนาคต
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ การผลักดันศูนย์ราชการ สู่การเป็นต้นแบบอาคารภาครัฐด้านพลังงานสะอาดและ Net Zero ปัจจุบันมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 4 เมกะวัตต์ ปี 2567 การติดตั้งโซล่าเซลล์ อาคารในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ประหยัดไฟฟ้า 1,700 ล้านบาท โดยการติดตั้งโซล่าเซลล์ 10 อาคาร ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ประหยัดค่าไฟได้ 16 ล้านบาทต่อปี พร้อมเริ่มทดลองใช้พลังงานไฮโดรเจนในอาคาร “ธนพิพัฒน์” เป็นต้นแบบเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
โครงการพลังงานไฮโดรเจนดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของเยอรมนี โดยมีการลงนามความร่วมมือกับองค์กรจากเยอรมนี และตัวแทนสถานทูต เพื่อร่วมศึกษาระบบต้นแบบในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แม้ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลทดลองใช้งาน แต่ยืนยันว่าระบบสามารถใช้งานได้จริง และเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของภาครัฐ ตามเป้าหมายระยะยาวเดินหน้าสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์เซลล์ และไฮโดรเจน พร้อมวางตัวเป็น “ต้นแบบอาคารภาครัฐสีเขียว” เพื่อให้หน่วยงานอื่นเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดแนวทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในอนาคต



