• SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ไว้ตลอดปี 2024 มองว่า กนง. จะพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไปข้างหน้าในระยะปานกลางถึงระยะยาว (Forward looking) มากกว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นแล้ว (Backward looking) หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปยังเป็นไปตามที่ SCB EIC เคยคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพที่ 3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทยอยปรับสูงขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3%
Home FPT ปิดงบไตรมาส 1/2567 สินทรัพย์สร้างรายได้ 3,066 ล. กำไร 322 ล.
FPT ปิดงบไตรมาส 1/2567 สินทรัพย์สร้างรายได้ 3,066 ล. กำไร 322 ล.

FPT ปิดงบไตรมาส 1/2567 สินทรัพย์สร้างรายได้ 3,066 ล. กำไร 322 ล.

กรุงเทพฯ 2 กุมภาพันธ์ 2567-บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ "FPT" ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศไทย แจ้งไตรมาส 1 ปีงบการเงิน 2567 (ต.ค.-ธ.ค.66) ทำรายได้ 3,066 ล้านบาท กำไร 322 ล้านบาท จากฟอร์มเด่นของอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรม-พาณิชยกรรมที่สร้างกระแสรายได้จากค่าเช่าและบริการอย่างต่อเนื่อง พอร์ตโฟลิโอมีอัตราการเช่าในระดับสูง ด้านธุรกิจที่อยู่อาศัยโดนผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country Chief Executive Officer) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2567 (ตุลาคม -ธันวาคม 2566) ได้อย่างมั่นคงภายใต้ความกดดันทางภาวะทางเศรษฐกิจระดับโลก โดย FPT ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสมดุลของสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จากการขายและรายได้ประจำในอัตรา 40:60 เพื่อให้มีกระแสรายได้จากค่าเช่าที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เดินหน้าต่อเนื่องในการสร้างแบรนด์เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ให้เป็นแบรนด์ที่มีจุดเด่นเหนือผู้ให้บริการรายอื่น ผ่านการเป็น “Real Estate as a Service Brand” หรือแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่ต่อยอดนวัตกรรมการบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชย กรรมที่เติบโตด้วยรายได้ 734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กุญแจสำคัญมาจากธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่ามีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากจีน, ฮ่องกง และไต้หวัน ในกลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ รวมถึงธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามมีอัตราการเช่าสูง มีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และสามารถต่อสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายเดิม ส่งผลให้อัตราการเช่ารวมของพอร์ตโฟลิโอสูงถึง 87% ทำนิวไฮ (New High) ในรอบ 3 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมการลงทุนในการขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าเพื่อรองรับดีมานด์เพิ่มเติมของลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีแผนเปิดให้บริการโซลูชันใหม่อย่างอาคารแบบสร้างตามฟังก์ชันพร้อมใช้ (Built-to-Function) ในไตรมาสหน้า

สำหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมทั้งอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอและพื้นที่รีเทลสามารถรักษาอัตราการเช่าของพอร์ตโฟลิโออยู่ที่ 92% โดยโปรดักส์ใหม่ล่าสุดของธุรกิจอาคารสำนักงานอย่าง PromptMove-พร้อมมูฟ สำนักงานตกแต่งเบ็ดเสร็จพร้อมเข้าทำงานด้วยแนวคิด Ready to move in และ Ready to use ได้รับการตอบรับอย่างดี รวมถึงโครงการมิกซ์ยูส สีลมเอจมียอดผู้เช่าเพิ่มขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ออฟฟิศมีอัตราการเช่าที่ 91% และพื้นที่รีเทลมีอัตราการเช่าที่ 96% รวมถึงกลุ่มธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว โดยล่าสุดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมของ FPT ได้รับรางวัล “สุดยอดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งปีที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า” (Customer Experience of the Year) จาก The Asian Experience Awards รางวัลระดับสากลภายใต้ Charlton Media Group สื่อชั้นนำด้านธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่สร้างประสบการณ์ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้บริการ

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย สร้างรายได้จากการขาย 1,731 ล้านบาท โดยได้เปิด 1 โครงการใหม่คือ แกรนดิโอ แจ้งวัฒนะ-เมืองทอง มูลค่า 2,180 ล้านบาท พร้อมทั้งระบายสต๊อกสินค้าออกสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งส่งผลต่อยอดการปฏิเสธสินเชื่อกู้ซื้อบ้านจากธนาคาร (Rejection Rate) อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดรับกับสภาวะตลาดมากขึ้น ในอีก 9 เดือนที่เหลือของปีงบการเงิน 2567 (มกราคม-กันยายน 2567) มีแผนเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 9,400 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม โดยบริษัทฯ มีแบ็กล็อกอีกกว่า 1,300 ล้านบาทซึ่งจะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง