• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home GWM ลั่นแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชย ครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5
GWM ลั่นแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชย ครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5

GWM ลั่นแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชย ครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5

GWM สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ประกาศความสำเร็จแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชย ครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5 จาก GWM Smart Factory จังหวัดระยอง

 

กรุงเทพฯ 31 กรกฏาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ประกาศความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ดำเนินงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าครบตามเงื่อนไขของมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้ก่อนมาตรการสิ้นสุด สะท้อนศักยภาพอันโดดเด่นของ GWM Smart Factory พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส และการปฏิบัติตามข้อตกลงกับภาครัฐอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจรรยาบรรณและความจริงใจในฐานะนักลงทุนที่ภาครัฐและผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

GWM เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจึงได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 (ปี 2565 – 2568) และระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 (ปี 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยให้เกิดการขยายตัว และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามนโยบาย 30@30 ของรัฐบาลไทย โดย GWM เป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ณ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้มาตรการ EV 3.0 ครบถ้วนเป็นรายแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา GWM สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ส่งผลให้ GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมี GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จดังกล่าว

 

 

ทั้งนี้การผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ดังกล่าวเป็นการยืนยันการวางแผนงานที่ดีของบริษัท การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด การสร้างความเชื่อมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เข้าร่วมมาตรการกับรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ต่อจากรถยนต์กระบะ และ อีโคคาร์ ที่่ประสบความสำเร็จในอดึต  โดยGWM จะยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศและรองรับการส่งออกในอนาคต โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมาจากสายการผลิตของ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นหลัก ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนบนสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี พร้อมกันนี้ GWM จะเดินหน้ายกระดับการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย (Local Content) ให้สูงกว่า 50% และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างงานให้แก่พนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน  รวมไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

 

โดย GWM ยังคงยืนหยัดเจตนารมณ์ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าคนไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมไปถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต