• ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้าช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกำหนดให้มีแรงจูงใจในการสนับสนุนให้สถาบันการเงินทำการรวมหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี หรือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19  ด้วยการนำหลักประกันของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ในการช่วยลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดในระยะยาว นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินการลดข้อจำกัดการทำรีไฟแนนซ์ (refinance) หนี้ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันของสถาบันการเงินในการรวมหนี้ให้กับลูกหนี้ควบคู่ไปด้วย
Home HL เคาะไอพีโอหุ้นละ 9.80 บ. จอง 25-26, 29 พ.ย. เทรด mai 3 ธ.ค.
HL เคาะไอพีโอหุ้นละ 9.80 บ. จอง 25-26, 29 พ.ย. เทรด mai 3 ธ.ค.

HL เคาะไอพีโอหุ้นละ 9.80 บ. จอง 25-26, 29 พ.ย. เทรด mai 3 ธ.ค.

บมจ. เฮลท์ลีด (HL) เคาะราคาขายไอพีโอหุ้นละ 9.80 บาท ระบุเป็นราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน เตรียมเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 25-26 และ 29 พ.ย. 2564 เข้าเทรดใน mai วันที่ 3 ธันวาคมนี้ บล.ฟินันเซียไซรัส ที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำอันเดอร์ไรท์มั่นใจนักลงทุนทั้งสถาบัน และประชาชนทั่วไปให้การตอบรับดีเยี่ยม ชูจุดแข็งธุรกิจร้านขายยา และนวัตกรรมใหม่ที่สามารถทำกำไรสูง และฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมเปิดผลงาน 9 เดือนปี 2564 โชว์กำไรสุทธิพุ่ง 48.85% ฟากซีอีโอ"ภก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล" ระบุสถานการณ์โควิด-19 และเทรนด์ดูแลสุขภาพมาแรง ช่วยหนุนยอดขายเติบโตได้ดี ทั้งจากสาขาเดิมและสาขาใหม่ พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่ปีละ 4-5 แห่ง ลุยออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ผลักดันอนาคตโตก้าวกระโดด

 

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของ บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL เปิดเผยว่า บริษัทฯได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่่วไป (IPO) จำนวน 72 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ในราคาหุ้นละ 9.80 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 37.57 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 25-26 และ 29 พฤศจิกายน 2564 และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ในวันที่ 3 ธันวาคม 2564 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า "HL" ในหมวดธุรกิจบริการ

 

 

พร้อมกันนี้มีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จํากัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด

 

"การกำหนดราคาไอพีโอที่ระดับ 9.80 บาท/หุ้น ถือว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน HL ถือเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจในการลงทุนมาก เนื่องจากเป็นร้านขายยาค้าปลีกในรูปแบบ Chain Drug Store รายแรกที่มีความพร้อมสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น มีความสามารถในการทำกำไร และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงถึง 22% ขณะที่ยอดขายเติบโตทุกปี ปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุนระดับ 1.6 เท่า ส่วนมากเป็นหนี้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย ทำให้มีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง และเมื่อเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนแล้ว จะทำให้มีแหล่งเงินทุนซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง ทำให้ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทั้งที่เป็นประเภทสถาบัน และประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี" นายสมภพ กล่าว

 

ภก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 3/2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126.82% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 11.13 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 355.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.08% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 255.95 ล้านบาท

 

ส่วนงวด 9 เดือนของปี 2564 บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 57.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.85% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 38.65 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 912.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น14.57% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 796.67 ล้านบาท

 

ปัจจัยที่สนับสนุนให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมียอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ยอดขายต่อสาขาเดิมมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งแนวโน้มการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญมากขึ้น ตลอดจนเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมียอดขายที่เติบโตมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทำให้มีอำนาจต่อรองกับ Supplier มากขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

"การเข้าระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของ HL ได้อีกมาก เพราะทำให้มีแหล่งทุนเพิ่มศักยภาพในการขยายสาขาได้ต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทฯตั้งเป้าที่จะขยายสาขาปีละ 4-5 แห่งในพื้นที่ของกทม.เป็นหลัก จากนั้นก็จะกระจายให้ครอบคลุมไปทั่วเขตปริมณฑลตามหัวเมืองที่สำคัญ ส่วนใหญ่ขนาดพื้นที่ต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 80-150 ตารางเมตร และเมื่อมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมี 26 สาขา ก็จะผลักดันยอดขายเติบโต ทำให้ความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น" ภก.ธัชพล กล่าวในที่สุด

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง