• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home HPE ขยายเครือข่าย Self-Driving ครอบคลุม Edge, Campus, Data Center และ AI Factory
HPE ขยายเครือข่าย Self-Driving ครอบคลุม Edge, Campus, Data Center และ AI Factory

HPE ขยายเครือข่าย Self-Driving ครอบคลุม Edge, Campus, Data Center และ AI Factory

HPE ขยายเครือข่าย Self-Driving ครอบคลุม Edge, Campus, Data Center และ AI Factory
 

* การผสานรวมพอร์ตโฟลิโอเครือข่าย HPE Juniper เข้ากับ HPE AI Data Center Solutions ช่วยมอบโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรที่เป็น AI-native พร้อมการดำเนินงานเชิงรุก เพื่อเร่งการติดตั้งและใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

* นวัตกรรม Agentic AIOps มีแพลตฟอร์ม HPE Mist ที่รองรับ HPE Networking CX Switches การนำเฟรมเวิร์ก AI แบบ Self-Driving อย่าง HPE Marvis มาใช้งานใน HPE Aruba Central รวมถึงการขยายขีดความสามารถใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้การดำเนินงาน Data Center ทำได้ง่ายขึ้น

 

* ระบบ Unified SASE ที่มาพร้อมแนวทางความปลอดภัยแบบ Zero Trust ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการทั้งด้านความปลอดภัยและเครือข่าย และถือเป็นกุญแจสำคัญของกลยุทธ์เครือข่ายแบบ Self-Driving ของ HPE

 

* ระบบเครือข่าย การประมวลผล และคลาวด์ไฮบริดของ HPE ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกและการทำงานร่วมกันกับ AI แบบรวมศูนย์
 

 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – HPE Discover Las Vegas 2026 – 17 มิถุนายน 2569 – HPE (NYSE: HPE) ประกาศขยายกลยุทธ์เครือข่ายแบบ Self-Driving ครอบคลุมทั้ง AI Factory, Data Center และระบบ Enterprise Edge ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมด้านเครือข่าย AI Data Center, ระบบ Routing, Agentic AIOps และนวัตกรรมความปลอดภัย ที่ออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีการกระจายการประมวลผลที่มากขึ้นของ AI
 

นวัตกรรมที่เปิดตัวในวันนี้ช่วยยกระดับบทบาทของเครือข่ายให้เป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ Agentic Enterprise ของ HPE โดยเครือข่ายแบบ Self-Driving จะนำระบบอัตโนมัติอัจฉริยะเข้ามาช่วยลดความซับซ้อนของการดำเนินงาน ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น และรองรับการทำงานของระบบ IT แบบอัตโนมัติขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากมนุษย์ ความสามารถใหม่ประกอบด้วย การรองรับสวิตช์แบบมีสาย HPE Networking CX บนแพลตฟอร์ม HPE Mist, การขยายขีดความสามารถด้านข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบ Self-Healing ของ HPE Marvis ใน HPE Aruba Central รวมถึงฟีเจอร์สำหรับ AI Data Center ที่ใช้การวางแผนเชิงตรรกะแบบ Agentic เพื่อเร่งการวิเคราะห์สาเหตุและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
 

ในส่วนของการขยายขีดความสามารถด้านเครือข่าย AI ทาง HPE ได้เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอเครือข่ายสำหรับ AI ด้วย HPE Juniper Networking QFX Switches รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รองรับงาน Inferencing และสถาปัตยกรรมแบบ Scale-up ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการผสานการทำงานที่ลึกยิ่งขึ้นของระบบ Data Center Switching และการดำเนินงานของ HPE Juniper Networking เข้ากับ HPE AI Factory แบบ Validated Design
 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม SASE แบบ AI-Native รุ่นรวมศูนย์ใหม่นี้ ยังช่วยลดความซับซ้อนของการรวมเครือข่ายและความปลอดภัยให้รวมอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน พร้อมเร่งการนำแนวทาง Zero Trust มาใช้ เพื่อยกระดับการปกป้องผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
 



 


รามิ ราฮิม รองประธานบริหาร, ประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Networking ของ HPE กล่าวว่า“ความสำเร็จของ Agentic AI ในองค์กรขึ้นอยู่กับรากฐานเครือข่ายยุคใหม่ที่ออกแบบมารองรับเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ โดยที่ประสิทธิภาพ ความเสถียร และความชาญฉลาดของเครือข่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิผลของสถาปัตยกรรม AI ทั้งหมด HPE พร้อมส่งมอบรากฐานดังกล่าว เพื่อให้องค์กรสามารถนำ Agentic AI ไปใช้งานได้ด้วยการควบคุมที่ดี มั่นใจ ปลอดภัย และดำเนินงานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
 
นวัตกรรมเครือข่ายสำหรับเวิร์กโหลด AI รุ่นใหม่
 
โซลูชัน HPE AI Data Center Solution ได้ขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมด้านเครือข่ายมากยิ่งขึ้น โดยผสานการทำงานของสวิตช์ HPE Juniper Networking QFX ที่บริหารจัดการผ่าน HPE Networking Data Center Director ความสามารถใหม่นี้ช่วยต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจรของ HPE ที่มีอยู่เดิม เสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการประมวลผล เครือข่าย พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์และบริการ ช่วยเร่งการติดตั้งใช้งาน AI Data Center เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน ส่งมอบรากฐานเครือข่ายที่ปรับขนาดได้ พร้อมใช้งานจริง และคาดการณ์ประสิทธิภาพได้
 
นวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดด้านการฝึกสอนและการประมวลผล AI ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น พร้อมช่วยให้องค์กรสามารถขยายแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น AMD Helios จากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในพอร์ตโฟลิโอกลุ่มเครือข่ายสำหรับ AI ของ HPE ยังรวมถึง
 
* HPE Juniper Networking QFX5140 Switch: ออกแบบมาสำหรับคลัสเตอร์งาน Inferencing และการใช้งาน AI ที่เอดจ์ โดยให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายขนาดที่ตอบโจทย์ตลาด Inferencing ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน HPE AI Data Center Solution ไปสู่เอดจ์

* HPE Juniper Networking QFX5252 Switch tray สำหรับ AMD Helios: โมดูลสำหรับการขยายระบบของแพลตฟอร์ม AI แบบ Rack-Scale อย่าง AMD Helios เพื่อการสลับข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำและแบนด์วิดท์สูง เพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่
 
นวัตกรรมด้าน Switching ตัวใหม่ของ HPE ช่วยให้ GPU ใช้เวลาในการประมวลผลเวิร์กโหลดได้มากขึ้น และลดเวลารอเครือข่ายลง ซึ่งช่วยขจัดปัญหาคอขวดในการใช้งาน AI พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) นอกจากนี้ยังช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำของ HPE ในการส่งมอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
 

ขยายการใช้งาน Agentic AIOps ให้ครอบคลุมทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ HPE Self-Driving Network
 
HPE ยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์ Agentic Enterprise อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายขับแบบ Self-Driving แบบรวมศูนย์ โดยผสานรวมการทำงานของแพลตฟอร์ม HPE Aruba Central และ HPE Mist AI เข้าด้วยกัน ผ่านความสามารถด้าน Agentic ด้วยฮาร์ดแวร์มาตรฐานเดียวกัน และการดำเนินงานแบบ AI-Native ที่สอดคล้องกันทั่วทั้งระบบ การผสานรวมแพลตฟอร์มครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ ‘Cross-pollination’ ของ HPE ในการรวมพอร์ตโฟลิโอ HPE Aruba Networking และ HPE Juniper Networking เข้าด้วยกัน โดยความสามารถ AI สำหรับเครือข่ายใหม่ในพอรืตโฟลิโอ HPE ประกอบด้วย
 

* การผสานรวมพอร์ตโฟลิโอ HPE Networking CX switching เข้ากับ HPE Mist ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้า HPE Networking CX ในแพลตฟอร์ม Agentic AIOps พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายแบบมีสายขั้นสูง เช่น AI-native Visibility, Zero-Touch Provisioning, Wired Assurance สำหรับการเข้าถึงเลเยอร์ 2, Dynamic PCAP, Service Level Insights และการดำเนินการอัตโนมัติด้วย AI จาก HPE Marvis

 

* การนำความสามารถ self-driving ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ HPE Marvis ใน HPE Aruba Central ครอบคลุมการดำเนินการที่เชื่อถือได้ เช่น การแก้ไขปัญหาพอร์ตแบบมีสาย เพื่อขยายการทำงานแบบอัตโนมัติให้ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายของ HPE มากยิ่งขึ้น
 


นอกจากนี้ HPE ยังได้ขยายการดำเนินงาน Data Center ภายในแพลตฟอร์ม HPE Mist โดยต่อยอดจากความสามารถเครือข่าย Data Center แบบ Self-driving ที่มีอยู่เดิม เช่น การดำเนินการเชิงรุกของ HPE Marvis Actions และ Minis โดย HPE พร้อมเพิ่มความสามารถใหม่ดังต่อไปนี้
 


* การบำรุงรักษาในเชิงรุกโดย Predictive Analytics: มีการใช้ใช้ AI และ Machine Learning (AI/ML) ในการคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบและอุปกรณ์ออปติกได้ล่วงหน้าก่อนเกิดขึ้นจริงด้วยความเชื่อมั่นสูง พร้อมการแสดงภาพแบบหลายมิติอัจฉริยะ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของเครือข่าย และเพิ่มความทนทานของแอปพลิเคชัน (Application Resiliency) ที่สูงยิ่งขึ้น

 

* ระบบอัตโนมัติที่มีการวางแผนเชิงตรรกะขั้นสูง (Advanced Reasoning Agent) เพื่อการแก้ไขปัญหาที่มีความแม่นยำสูง: ใช้ Agentic AI ในการวางแผนเชิงตรรกะอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติครอบคลุมสตรีมข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงกรณี TAC หลายล้านรายการ และฐานข้อมูลกราฟตามบริบทจาก HPE Networking Data Center Director เพื่อให้ได้การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (RCA) อย่างแม่นยำ และการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริงในเครือข่ายศูนย์ Data Center 
 
การผสานรวม HPE Networking, Compute และ Hybrid Cloud เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Agentic Enterprise ของ HPE


ต่อยอดจากความสำเร็จในการผสานรวมซอฟต์แวร์ HPE OpsRamp และ HPE Morpheus ล่าสุด HPE Networking เดินหน้าขยาย Infrastructure Stack แบบรวมศูนย์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานแบบไร้รอยต่อข้ามโดเมน ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมการประมวลผลและไฮบริดคลาวด์ การขยายครั้งนี้ช่วยเร่งเส้นทางการพัฒนาไปสู่ Self-driving Data Center ด้วยการเชื่อมต่อการดำเนินงานที่แยกส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อความคล่องตัว พร้อมประกาศดังต่อไปนี้
 


* HPE Mist Networking Data Center Assurance ได้ผสานรวมเข้ากับ HPE Compute Ops Management ช่วยลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือ การมองเห็นและข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามโดเมน และรองรับการขยายระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยทีมงานเดิม

 

* HPE Mist Networking Data Center Assurance ได้ผสานรวมเข้ากับ GreenLake เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานแบบรวมศูนย์ข้ามโดเมน พร้อมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ง่ายขึ้น
 
Unified SASE พร้อมระบบความปลอดภัยแบบ Zero Trust
 

HPE ยังได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม Unified SASE ใหม่ ที่พัฒนาบน HPE Networking EdgeConnect และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไฟร์วอลล์ขั้นสูง โดยรวมความสามารถของ SD-WAN และระบบความปลอดภัยแบบคลาวด์ไว้ในคอนโซลการจัดการเดียวแบบ AI-native ในขณะที่ AI ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงด้วยการเร่งการนำแนวคิด Zero Trust มาใช้งาน และทำให้การดำเนินงานง่ายขึ้น แนวทางแบบรวมศูนย์ของ HPE นี้ยังช่วยปกป้องเครือข่ายแบบ Self-driving โดยทำให้มั่นใจว่าเฉพาะผู้ใช้และอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งซ่อนทรัพยากรเหล่านั้นจากผู้ไม่หวังดี ประโยชน์สำคัญประกอบด้วย:
 

* การผสานรวม SD-WAN และ SSE: รวมความสามารถของ SD-WAN และ Security Service Edge (SSE) ไว้ในคอนโซลเดียว เพื่อให้การจัดการง่ายขึ้นและบังคับใช้นโยบายได้อย่างสม่ำเสมอ

 

* เร่งการนำ Zero Trust มาใช้งาน: ตัวเชื่อมต่อ SSE แบบฝังในตัวช่วยให้ใช้งาน Zero Trust ได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องติดตั้ง ZTNA connectors หรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม พร้อม Secure Web Gateway (SWG) tunnel แบบเฉพาะ ที่ขยายการป้องกันภัยคุกคามจากเว็บไปยังทุกอุปกรณ์ รวมถึงอุปกรณ์ IoT

 

* รากฐานสำหรับ Sovereign SASE: การทำงานร่วมกันของ SSE connector และ Private Edge ช่วยให้ทราฟฟิกอยู่ภายในขอบเขตขององค์กร โดยไม่ต้องวนทราฟฟิกกลับผ่าน cloud SSE PoPs

 

* การดำเนินงานแบบ AI-native: เร่งการแก้ไขปัญหาและตรวจจับช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ผ่านการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติและการวิเคราะห์อัจฉริยะด้วย SASE Copilot
 

 โอกาสใหม่ในการต่อยอดการลงทุนในด้านเครือข่าย AI
 


HPE Financial Services เปิดตัว Network Migration Program เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เครือข่ายที่รองรับ AI ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่ามากขึ้นและความเสี่ยงที่ลดลง โดยโปรแกรมนี้ผสานโซลูชันทางการเงินสำหรับฮาร์ดแวร์ในรูปแบบ better-than-cash การจัดหาเงินทุนสำหรับซอฟต์แวร์ที่อัตราดอกเบี้ย 0% และโปรแกรมจัดการสินทรัพย์ IT ใหม่ ที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าจากอุปกรณ์เดิมเพื่อนำไปต่อยอดนวัตกรรม