• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home KTAM เปิดกลยุทธ์ครึ่งหลังปี 2026 แนะจัดพอร์ตสมดุลรับเทรนด์ AI Supercycle
KTAM เปิดกลยุทธ์ครึ่งหลังปี 2026 แนะจัดพอร์ตสมดุลรับเทรนด์ AI Supercycle

KTAM เปิดกลยุทธ์ครึ่งหลังปี 2026 แนะจัดพอร์ตสมดุลรับเทรนด์ AI Supercycle

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกต่างชะลอตัวลงเข้าใกล้กรอบเป้าหมายของธนาคารกลางหลัก อีกทั้งยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำแต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้นจากการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้

ดังนั้น เรายังมีมุมมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตราสารทุนต่างประเทศและตราสารทุนไทย สำหรับในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่ยังคงมีความผันผวนจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว  ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยยังคงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระเงินของผู้ออกตราสารหนี้

สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศมีตลาดที่น่าสนใจหลัก ๆ ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรและการปฏิรูปภาคธุรกิจ และตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ถูกและผลกำไรเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งแม้ระดับราคาจะค่อนข้างสูง ส่วนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น แนะนำเน้นลงทุนในกลุ่มเอเชียเหนือเป็นหลัก เนื่องจากมีทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากธีม AI และผู้เสียประโยชน์จากราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ ผลกำไรชะลอตัว ความเปราะบางด้านพลังงาน และเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง

ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทาง KTAM จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ KTAM จึงแนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้

กองทุนเปิดเคแทม เอเชีย โกรท อิควิตี้ ฟันด์ (KT-ASIAG) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds - Asia Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในภูมิลำเนาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) รวมถึงตลาดเกิดใหม่ และกองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity (KT-JAPANALL) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Fidelity Funds - Japan Value Fund Y-ACC-JPY (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยมุ่งเน้นในบริษัทที่มีมูลค่าตํ่ากว่ามูลค่าที่แท้จริง กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-WTAI) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Allianz Global Artificial Intelligence (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์

และกลุ่มกองทุน “KTWC Series” ซึ่งเป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก โดยจะลงทุนอย่างน้อยตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกิน 79% ของ NAV สำหรับกลุ่มกองทุน KTWC Series (ความเสี่ยงระดับ 5) มีจำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย

กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Growth (KTWC-GROWTH) กองทุนจะลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 60% ของ NAV และอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV ปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 20% หุ้น 80%, กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate (KTWC-MODERATE) กองทุนจะลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 70% ของ NAV และอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV ปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 50% หุ้น 50%

กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Defensive (KTWC-DEFENSIVE) กองทุนจะลงทุนในต่างประเทศโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกิน 79% ของ NAV อย่างไรก็ตาม จะกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 35% ของ NAV ปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 85% หุ้น 15% และกองทุนเปิดกรุงไทย World Class Income (KTWC-INCOME) เน้นสร้างกระแสรายได้จากแหล่งที่มาที่มีความหลากหลายในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม จะกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 30% ของ NAV และอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV ทั้งนี้ กลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มกองทุน KTWC Series สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางผู้จัดการกองทุน (ที่มา: KTAM, ข้อมูล ณ 31 มี.ค.69)

สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2.3% (ที่มา: บลจ.กรุงไทย, ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย.) จากแรงกดดันด้านการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี การผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ธีม AI และการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรจากธีมดังกล่าว ทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ผ่านความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของการลงทุนใน Data Center

โดยแนะนำกองทุนหุ้นไทย 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์ (KTEF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยกองทุนจะลงทุน ในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูงและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ จะไม่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หลักทรัพย์ของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตราสารหนี้ที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง

และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ และ/หรือมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต นอกจากนี้ กองทุน KT-HiDiv RMF ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีนโยบายเดียวกันกับ KT-HiDiv ยังได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมจาก Morningstar Awards for Investing Excellence ในกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี 2567 - 2569

สำหรับกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ KTAM ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่นักลงทุน พร้อมยึดหลักการบริหารจัดการด้วยความรอบคอบระมัดระวังภายใต้หลัก ธรรมมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการยกระดับการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร และบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีบัญชีผู้ติดตามผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ รวมกันกว่า 2.06 ล้านบัญชีผู้ใช้ (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 2569)

ปัจจุบัน บลจ.กรุงไทย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) รวม 1,062,024 ล้านบาท โตขึ้นจากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4.8% คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 10.1% โดยแบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) 825,698 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12.4%) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 172,638 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 10.5%) และกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 63,687 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 2.9%) (ข้อมูล : AIMC ณ  30 เม.ย. 2569)

ผู้ที่สนใจลงทุนสามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทยและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ktam.co.th สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนที่สำคัญ : ความเสี่ยงทางตลาด ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงในเรื่องคู่สัญญาในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ความเสี่ยงที่เกิดจากการย้ายการลงทุนไปกองทุนอื่น ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน และความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ

คำเตือน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (ยกเว้นกองทุน KTEF และ KT-HiDiv) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม