• คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงเผชิญ แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6%YoY จึงปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โต 1.6-2% @@@ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า
Home LPH ครึ่งปีกำไรสุทธิ 85 ล. จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.05 บาทต่อหุ้น
LPH ครึ่งปีกำไรสุทธิ 85 ล. จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.05 บาทต่อหุ้น

LPH ครึ่งปีกำไรสุทธิ 85 ล. จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.05 บาทต่อหุ้น

LPH ประกาศผลงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิรวมส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่ที่ 85.26 ลบ. มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,263.34 ลบ. ลดลง 3.26% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักจากการรักษาพยาบาลและบริการอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1,012.83 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาฐานรายได้หลักได้อย่างมั่นคง

ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 85.26 ล้านบาท ลดลง 6.16% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีกําไรขั้นต้นสําหรับธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจบริการรวม 348.98 ล้านบาท ลดลง 24.21 ล้านบาท คิดเป็น 6.49% จากปีก่อน โดยอัตราการทํากําไรขั้นต้นทรงตัวในระดับดีที่ 27.87% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 28.96% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพแม้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อรายได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ดําเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน การบริหารต้นทุน และการปรับพอร์ตบริการให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมทั้งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยมีรายได้รวมในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,263.34 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3.26% โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกชั่วคราว ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจผันผวนและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ ผลกระทบยังอยู่ในกรอบที่ฝ่ายบริหารคาดการณ์ไว้ และบริษัทฯ ได้ติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยรายได้หลักจากการรักษาพยาบาลและบริการอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 1,012.83 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาฐานรายได้หลักได้อย่างมั่นคง แม้มีปัจจัยภายนอกบางส่วนที่ส่งผลต่อการเติบโต ประกอบด้วย รายได้จากผู้ป่วยชําระเงินเอง สําหรับงวดหกเดือนแรก ปรับลดลง 2.40% จากจํานวนผู้ป่วยต่างชาติที่ชะลอตัว ทั้งจากภูมิภาคตะวันออกกลางและกัมพูชา สืบเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบชั่วคราวจากมาตรการ Copayment ของบริษัทประกันสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการของผู้ป่วยบางส่วน

สําหรับงวดครึ่งปีแรก รายได้ภายใต้โครงการประกันสังคม ยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ 2.21% YoY การเติบโตดังกล่าวขับเคลื่อนโดยรายได้จากสุขภาพผู้ประกันตน และรายได้เหมาจ่าย ซึ่งสะท้อนผ่านจํานวนผู้ประกันตนที่เข้ามาลงทะเบียนเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสําคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับโครงสร้างรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่รายได้จากการให้บริการของบริษัทย่อย (AMARC) ลดลง 29.36 ล้านบาท หรือ 10.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากกลยุทธ์ราคาเชิงรุกของบริษัทที่นํามาใช้เพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้นในบริการทดสอบผักและผลไม้ส่งออก มีเป้าหมายเพื่อรักษาฐานลูกค้าหลักและคงส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยฝ่ายบริหารยังคงมีความเชื่อมั่นว่ามาตรการเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตที่มั่นคงในอนาคต

ด้วยสถานะกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ปี 2569 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) และวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 กันยายน 2569

“ในครึ่งปีหลัง LPH จะมุ่งเน้นการปรับพอร์ตโฟลิโอบริการทางการแพทย์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยจะเร่งยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Excellence Centers) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยที่มีศักยภาพสูง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก (Active Cost Management) เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน” ดร.อังกูร กล่าวทิ้งท้าย