• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home MCC ร่วมกับ IBM และ SCSi จัดสัมมนา เจาะลึกเทคโนโลยี รองรับการเติบโตธุรกิจระยะยาว
MCC ร่วมกับ IBM และ SCSi จัดสัมมนา เจาะลึกเทคโนโลยี รองรับการเติบโตธุรกิจระยะยาว

MCC ร่วมกับ IBM และ SCSi จัดสัมมนา เจาะลึกเทคโนโลยี รองรับการเติบโตธุรกิจระยะยาว

MCC ร่วมกับ IBM และ SCSi จัดสัมมนา “Building High-Performance Platforms with IBM Storage, Power & PowerVS” เจาะลึกเทคโนโลยีด้าน Data Protection, Cyber Resilience และ Secure Hybrid Cloud เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในโลกดิจิทัล


บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด (MCC) ร่วมมือ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด (IBM) และ บริษัท เอสซีเอสไอ จำกัด (SCSi) ร่วมจัดงานสัมมนา “Building High-Performance Platforms with IBM Storage, Power & PowerVS”  เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยได้รับเกียรติจาก คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค และ คุณนันทรัตน์ เสกธยาดาพงศ์ Managing Director บริษัท เอสซีเอสไอ กล่าวเปิดงาน พร้อมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในยุคดิจิทัล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ในระยะยาว ก่อนเข้าสู่การบรรยายจากสามหัวข้อดังต่อไปนี้

 

คุณตะวัน วิรัชสกุลทิพย์ Senior Presales Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค บรรยายในหัวข้อ “IBM Storage, The Next-Gen Cyber Resilience” นำเสนอแนวคิด Cyber Resilience ที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูล รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และฟื้นฟูระบบได้อย่างมั่นใจท่ามกลางภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลได้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ขับเคลื่อนทุกกระบวนการทางธุรกิจ และการหยุดชะงักของข้อมูลอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยตรง ดังนั้น IBM FlashSystem จึงเป็นโซลูชันสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของข้อมูล พร้อมสนับสนุนให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

 

คุณนรวีร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา Technical Sales Specialist บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในหัวข้อ “Powering the Next Generation of Secure Hybrid Cloud Enterprise” นำเสนอแนวทางการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุค Hybrid Cloud ผ่านเทคโนโลยี IBM Power และ Power Virtual Server (PowerVS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับงานสำคัญทางธุรกิจ ด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระดับสูง

 

คุณวีระ ชินวงค์ Director - Engineering Service บริษัท เอสซีเอสไอ บรรยายในหัวข้อ “Air‑Gap Technology: Double Shield for Your Backup Data” ถ่ายทอดแนวทางการปกป้องข้อมูลสำรองในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ องค์กรจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี Air-Gap และ Immutable Storage เพื่อแยกและปกป้องข้อมูลสำรองจากสภาพแวดล้อมการทำงานหลักอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมนำเสนอแนวคิด “Double Shield Architecture” ที่ผสานความสามารถของ IBM FlashSystem SafeGuarded Copy ช่วยให้องค์กรสามารถกู้คืนระบบและดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ

 

งานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของ บริษัท เมโทรคอนเนค  ในการร่วมทำงานกับพันธมิตรอย่าง บริษัท ไอบีเอ็ม และ บริษัท เอสซีเอสไอ เพื่อส่งมอบโซลูชันและคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในทุกมิติ

 

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ IBM ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งต่อความรู้ความชำนาญ และเดินหน้าสนับสนุนองค์กรไทยสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 
“Motor Field Marine” คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine” รายเดียวในไทย ผนึกแบรนด์เครื่องยนต์เรืออันดับ 1 ของโลก ยกระดับอุตสาหกรรมเรือไทยด้วยเทคโนโลยีและบริการระดับสากล

 

Motor Field Marine ประกาศก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเรือไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Mercury Marine ผู้ผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ามายกระดับตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เรือพาณิชย์ และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

นายสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ มารีน จำกัด (Motor Field Marine) บริษัทในเครือของ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ ไทยแลนด์ ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และบริการหลังการขายเรือ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ทางทะเลแบบครบวงจร กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจจาก Mercury Marine ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Marine Solutions พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อสันทนาการ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายของอุตสาหกรรมเรือไทย”

 

Mercury Marine ในเครือบริษัท บรันสวิก คอร์ปอเรชั่น (Brunswick Corporation) ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์เรือระดับโลก และครองอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%  โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ V10 และ V12 Outboard สำหรับเรือโดยเฉพาะ รองรับกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า พร้อมโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง รวมถึง Joystick Piloting ระบบควบคุมเรืออัจฉริยะจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ช่วยให้การบังคับและการจอดเรือทำได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

 

การผนึกกำลังครั้งนี้ Motor Field Marine เตรียมต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเรือสันทนาการ (Leisure) สู่กลุ่มเรือราชการ เรือพาณิชย์ เรือสปีดโบ๊ท เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสาร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพความต้องการเครื่องยนต์สูงถึง ประมาณ 2,000 เครื่องต่อปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตของตลาดในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการและดีลเลอร์มาตรฐานรวม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 พัทยา ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี สมุย ตราด ฉะเชิงเทรา โคราช ลำพูน และสมุทรปราการ พร้อมแผนขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

 

ด้านบริการหลังการขาย บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารอะไหล่แท้ครอบคลุมทุกรุ่นที่จำหน่าย พร้อมระบบ Fast Parts Delivery นำเข้าอะไหล่ทางอากาศทุกสัปดาห์สำหรับรายการสำคัญ ช่วยลดระยะเวลารออะไหล่จากเดิมกว่า 45 วัน เหลือไม่เกิน 15 วัน ลด Downtime ของเรือเชิงพาณิชย์ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ Mercury Marine จัดอบรมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมช่างไทยให้รองรับเครื่องยนต์เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้าน Mr. Enrique, General Manager – Australia, New Zealand & Asia ของ Mercury Marine กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ Mercury Marine ในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี การแต่งตั้ง Motor Field Marine ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นในประสบการณ์กว่า 20 ปี ความเข้าใจตลาด เครือข่ายการบริการ และแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Mercury Marine ในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว”

 

Mercury Marine ระบุว่า กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product Leadership ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสมรรถนะผลิตภัณฑ์, Effective Distribution ระบบกระจายสินค้าและเครือข่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และ Delightful Customer Experience การสร้างประสบการณ์และบริการหลังการขายที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ ผู้ผลิตเรือ หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อการพักผ่อน

 

ภายในงาน Mercury Marine Thailand Official Launch ยังได้เปิดตัว V8 300 HP Fourstroke Outboard Mercury และ 5.7L V10 400HP AMS Outboard เครื่องยนต์ติดท้ายรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร ให้แรงบิดสูง การทำงานเงียบและนุ่มนวล ระบบ Quad-Cam และระบบควบคุมดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 87 ที่มีจำหน่ายทั่วไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ 

 

การจับมือกันระหว่าง Motor Field Marine และ Mercury Marine ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ แต่เป็นการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม Marine ไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจและบริการทางทะเลของภูมิภาคในอนาคต