• Krungthai COMPASS ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นยังไม่สิ้นสุด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มลดลง แต่ กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 2.0% ในปี 2566 และ 2567 *** มองว่า กนง. จะให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมากขึ้นเนื่องจากสะท้อนสัดส่วนราคาที่ผู้บริโภคใช้จ่ายถึง 67.1% ของตะกร้าเงินเฟ้อ นอกจากนี้ กนง. กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงจากแรงหนุนด้านอุปสงค์ตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่อาจเพิ่มขึ้นจากแรงกดดันด้านอุปทาน ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะข้างหน้า อีกทั้งเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านสูงเช่นกัน จึงเป็นไปได้ว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างเรียบร้อย *** กนง. มีโอกาสปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.25% ต่อปี ในช่วงปลายปี 2566
Home TCAP ผลงานเด่นไตรมาส 1 ปี 66 กำไรเติบโต 45% บรรลุตามแผนกลยุทธ์
TCAP ผลงานเด่นไตรมาส 1 ปี 66 กำไรเติบโต 45% บรรลุตามแผนกลยุทธ์

TCAP ผลงานเด่นไตรมาส 1 ปี 66 กำไรเติบโต 45% บรรลุตามแผนกลยุทธ์

TCAP ผลงานเด่นไตรมาส 1 ปี 66 กำไรเติบโต 45% บรรลุตามแผนกลยุทธ์ เดินหน้าเก็บเกี่ยวความสำเร็จ
 
บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) TCAP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมจำนวน 1,787 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ จำนวน 1,579 ล้านบาท เป็นผลมาจากความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยที่ทุกบริษัทมีผลการดำเนินงานเติบโตเป็นที่น่าพอใจ และการขยายสินเชื่อผ่านธนชาตพลัส

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP เปิดเผยว่า “ในไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมจำนวน 1,787 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ จำนวน 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.40 จากไตรมาสก่อน (Q-Q) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.41 จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (Y-Y) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เป็นผลมาจากความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์ของ TCAP กล่าวคือ TCAP ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยในปี 2565 ที่ผ่านมา และบริษัทร่วมและบริษัทย่อยต่างมีผลการดำเนินงานเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ TCAP ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงให้เงินกู้ยืมแก่ธนชาตพลัส เพื่อปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน ซึ่งมีการขยายตัวต่อเนื่อง

ตามที่เคยได้กล่าวไปแล้วเมื่อต้นปี 2566 ว่าการเติบโตในปี 2566 จะมาจาก 2 ส่วนด้วยกันคือ จากการเติบโตของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ที่คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด และจากเงินลงทุนที่ใช้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมทั้งเงินให้กู้ยืมเพิ่มเติมแก่ธนชาตพลัส โดยในปี 2565 TCAP ได้มีการลงทุนและให้สินเชื่อเพิ่มเติมเป็นจำนวนกว่า 8,200 ล้านบาท ดังนั้น ฝ่ายจัดการจึงคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาได้ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ ซึ่งจากแนวโน้มผลการดำเนินงานที่มั่นคงและเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2565 ในอัตรา 3.10 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จ่าย 3.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

นอกเหนือจากความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์ข้างต้น TCAP ยังมีพันธกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปในอนาคต ทั้งการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย ความมั่นคง และผลประกอบการของบริษัท การกำกับดูแลให้บริษัทในกลุ่มเติบโตเต็มศักยภาพและตามเป้าหมายทางธุรกิจ และการมุ่งมั่นสนับสนุน ส่งเสริมและผลักดันให้บริษัทในกลุ่มนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล สร้างความน่าเชื่อถือและผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน”