• SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ไว้ตลอดปี 2024 มองว่า กนง. จะพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไปข้างหน้าในระยะปานกลางถึงระยะยาว (Forward looking) มากกว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นแล้ว (Backward looking) หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปยังเป็นไปตามที่ SCB EIC เคยคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพที่ 3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทยอยปรับสูงขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3%
Home THRE โชว์งบ Q4 พลิกกำไร 32 ล. ตั้งเป้ารายได้ปี 66 โต 10% พร้อมลุยอาเซียน
THRE โชว์งบ Q4 พลิกกำไร 32 ล. ตั้งเป้ารายได้ปี 66 โต 10% พร้อมลุยอาเซียน

THRE โชว์งบ Q4 พลิกกำไร 32 ล. ตั้งเป้ารายได้ปี 66 โต 10% พร้อมลุยอาเซียน

THRE โชว์งบ Q4/65 พลิกมีกำไร 32 ล้านบาท กางแผนปี 66 ชูกลยุทธ์การตลาด Conventional Reinsurance จากปัจจัย Hard market ค่าเบี้ยปรับสูงขึ้น พร้อมเดินเกมรุกบุกตลาดอาเซียน ตั้งเป้ารายได้ปี 66 โตไม่ต่ำกว่า 10%

 

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) (THRE) ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อ (Professional Reinsurer) ครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 4/65 มีเบี้ยประกันภัยต่อรับ 984 ล้านบาท และพลิกมามีกำไรสุทธิ 32 ล้านบาท จากปีก่อนไตรมาส 4/64 ที่ขาดทุน 143 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากผลการรับประกันภัยต่อที่เติบโตตามเป้า รวมถึงผลกระทบจาก Covid -19 หมดแล้ว และมีรายได้จากบริษัทย่อยที่มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นเข้ามาสนับสนุน

 

สำหรับผลประกอบการทั้งปี 65 มีเบี้ยประกันภัยต่อรับอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยต่อรับสุทธิจำนวน 3,856 ล้านบาท โดยมีผลการรับประกันภัยต่อปรับตัวดีขึ้น 45% เนื่องจากผลกระทบ Covid-19 หมดไปแล้วตั้งแต่กลางปี โดยหากพิจารณาผลการดำเนินงานกรณีไม่รวมผลกระทบ Covid-19 บริษัทจะมีกำไรสุทธิงวดปี 65 อยู่ที่ 201 ล้านบาท หรือคิดเป็น Combined ratio 94.6% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 92.7% ซึ่งมาจากประสิทธิภาพของการรับประกันภัยขยายตัวจากส่วนงาน Personal และ Commercial line ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง

 

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของ THRE ในปี 66 คาดว่าจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว รวมถึงผู้บริโภคตระหนักถึงการทำประกันภัยด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประกันการเดินทางที่มีนักท่องเที่ยวสูงขึ้น การประกันสุขภาพ กลุ่มธุรกิจประกันภัยอสังหาริมทรัพย์ ประกันภัยรถยนต์ รวมถึงภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดยกลยุทธ์การตลาดในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้น Conventional Reinsurance มากขึ้น จากภาวะตลาด Hard market ซึ่งคาดว่าจะเป็นโอกาสให้ THRE เติบโตในการทำกำไรได้ดีขึ้น โดยสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อรับประเภท Conventional Reinsurance มีมากกว่า 55% เพิ่มขึ้นจาก 45% ในปี 64

 

นอกจากนี้บริษัทวางแผนเชิงรุกเข้าไปขยายงานรับประกันภัยต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบอาเซียน CLMV ทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ อีกทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ THRE มองว่ามีศักยภาพในการเข้าไปขยายธุรกิจหรือรับงานเช่นกัน

 

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตเบี้ยประกันภัยต่อรับปี 66 โตไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 65 ที่มีเบี้ยราว 4,200 ล้านบาท จากแนวโน้มค่าเบี้ยประกันภัยต่อสูงขึ้น ประกอบกับบริษัทมีรายได้จากเงินลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงรายได้จากการให้บริการของกลุ่มบริษัทย่อยที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งมีรายได้ใหม่จากธุรกิจ AI (Artificial Intelligent) โดยคาดว่าจะสามารถเติบโตสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายได้จากเบี้ยประกันต่อรับของบริษัท แบ่งเป็น อุบัติเหตุและสุขภาพ 46% กลุ่มรถยนต์ 30% อสังหาริมทรัพย์ 13% ขนส่งสินค้าต่างประเทศ 2% และประกันภัยประเภทอื่น 9%

 

“ภายหลังจากบริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG บริษัทลูกของ THRE เข้าตลาด mai เชื่อว่าจะเป็นส่วนเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจภายใต้เครือของ THRE เนื่องด้วย BVG เป็นหนึ่งในผู้นำด้านบริการ เคลมของธุรกิจประกันภัยรถยนต์และสุขภาพ มีลูกค้าและเครือข่ายคู่ค้าประกันภัยที่แข็งแกร่ง มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% โดยมีแผนในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบจัดการสินไหมทดแทนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน รวมถึงสามารถต่อยอดธุรกิจในต่างประเทศได้ ซึ่งดูจากราคาหุ้น BVG ตั้งแต่ราคา IPO 3.85 บาท จนสามารถยืนเหนือราคา IPO มาอยู่ที่ 7.15 บาท ( ณ 28 ก.พ. 66 ) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้เป็นอย่างดี” นายโอฬารกล่าว