“วราวุธ” จับมือ ส.อ.ท. ตั้งคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ลุย 7 ภารกิจเร่งด่วน
กรุงเทพฯ 3 กรกฎาคม 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ว่า จากการประชุมความร่วมมือแนวทางขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ระหว่างผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหาร ส.อ.ท. ซึ่งทาง ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนและการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรม และ ส.อ.ท. ได้เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง ติดตามผล และเร่งผลักดันประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรม

สำหรับข้อเสนอประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมผลักดันมี 7 เรื่อง ได้แก่
1) การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมรถกระบะไทย ซึ่งยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรถกระบะคือโปรดักต์แชมป์เปี้ยนมีการผลิตร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตรถยนต์รวมทั้งหมด มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูงกว่าร้อยละ 90 และเพื่อรักษาการจ้างงาน 800,000 คนตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงเสนอแผนกระตุ้นความต้องการซื้อและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมทั้งมาตรการด้านสินเชื่อเพื่อฐานรากและ SMEs เพื่อกระตุ้นตลาด 2) การส่งเสริมยุทธศาสตร์สินค้า Made in Thailand (MiT) โดยมีเป้าหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 200,000 ล้านบาท จากที่เน้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะขยายสู่อุตสาหกรรมระบบราง อากาศยาน และการแพทย์ 3) การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน และช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน
4) การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยเสนอให้ดำเนินการทบทวน ร่าง พ.ร.บ. การจัดการกากอุตสาหกรรม พัฒนาระบบอนุมัติอัตโนมัติ และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม เช่น แยกซากอิเล็กทรอนิกส์กับซากรถยนต์ออกจากกัน 5) การยกระดับโครงการ Buy Thai เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย ให้คนไทยซื้อของไทย และสนับสนุนให้ผู้ผลิตไทยมีแต้มต่อสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าและแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ประเทศไทย โดยจะพิจารณาเริ่มต้นจากข้อมูล รง. 8 และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย 6) การส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและสากล เนื่องจากตลาดฮาลาลโลกมีการขยายตัวร้อยละ 6.7 ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง โดยจะดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคเรื่องระบบมาตรฐานและการรับรองที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าฮาลาลไทย และ 7) กลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและ ส.อ.ท. ในรูปแบบคณะทำงานร่วม โดยทั้งสองฝ่ายมีมติจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมขึ้น

“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นอกจากจะมาเข้าพบเพื่อแนะนำผู้บริหารและยุทธศาสตร์ของ ส.อ.ท. แล้ว ยังได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม กับ ส.อ.ท. ซึ่งตนได้มอบหมายปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธาน ส.อ.ท. ร่วมกำกับทิศทางการดำเนินงาน โดยกำหนดจัดประชุมทุก 2 เดือน เพื่อจะได้ติดตามงานกัน นอกจากนี้ ยังจะตั้งคณะทำงานย่อย (Working Group) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในแต่ละประเด็นอย่างใกล้ชิด เช่น คณะทำงานด้านการมาตรฐาน และสินค้า Made in Thailand (MiT) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ ด้วยเหตุนี้ ส.อ.ท. จึงกำหนดวิสัยทัศน์การดำเนินงานภายใต้แนวคิด "The New Chapter of Thai Industry" และยุทธศาสตร์ 5I เพื่อเปิดบทใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การยกระดับผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับความยั่งยืน
“นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม โดยจะประชุมร่วมกันเป็นระยะ เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันประเด็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป จะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยในทุก ๆ มิติ” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ส.อ.ท. เสนอ 7 วาระปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ผนึกกระทรวงอุตสาหกรรม
เดินหน้ายุทธศาสตร์ 5I รับมือเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเดินหน้าเปิดบทใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ภายใต้แนวคิด "The New Chapter of Thai Industry" พร้อมเสนอ 7 วาระปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม
การหารือครั้งนี้ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอทิศทางการดำเนินงานขององค์กรในวาระปี 2569–2571 ซึ่งมุ่งยกระดับบทบาทของ ส.อ.ท. จากองค์กรผู้แทนภาคอุตสาหกรรม สู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการร่วมกำหนดอนาคตภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ
ด้วยเหตุนี้ ส.อ.ท. จึงกำหนดวิสัยทัศน์การดำเนินงานภายใต้แนวคิด "The New Chapter of Thai Industry" เพื่อเปิดบทใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การยกระดับผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับความยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูง และเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอนาคต
การขับเคลื่อนดังกล่าวอยู่ภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5I ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย Intelligent Industry การยกระดับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ Innovation & Creative Industry การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม งานวิจัย การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญา International Alliance & Network การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ทุนมนุษย์และระบบสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และ Inclusive Sustainability การสร้างการเติบโตที่สมดุล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งผู้ประกอบการทุกขนาดไว้ข้างหลัง
เพื่อให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม ส.อ.ท. จึงนำเสนอ 7 วาระสำคัญ ต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ 1. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤติอุตสาหกรรมรถกระบะไทย 2. ความร่วมมือเพื่อยกระดับการกำกับดูแลและขยายผล Made in Thailand (MiT) สู่ภูมิภาค 3. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร 4. การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย 5. โครงการ BUY THAI 6. การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและสากล รวมทั้ง 7. กลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ด้านอุตสาหกรรมรถกระบะไทยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่สำคัญของโลก โดยรถกระบะถือเป็น Product Champion ของอุตสาหกรรมไทย มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สูงถึงร้อยละ 90 และมีจำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมตลอด Supply Chain ครอบคลุมแรงงานทักษะสูงและรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 800,000 คน ดังนั้น การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถกระบะ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาผลิตภัณฑ์หนึ่งประเภท แต่เป็นการรักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงานของประเทศทั้งระบบ
ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมรถกระบะไทย โดยเสนอแผนกระตุ้นความต้องการซื้อและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การบริหารการค้า และการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เพื่อรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นอกจากการเร่งรักษาศักยภาพของอุตสาหกรรมหลักแล้ว ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยผ่านการยกระดับระบบ Made in Thailand (MiT) ให้เป็นมากกว่าตรารับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แต่เป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ โดย ส.อ.ท. ตั้งเป้าหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 200,000 ล้านบาท จากที่เน้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะขยายสู่อุตสาหกรรมระบบราง อากาศยาน และการแพทย์ พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือในการยกระดับการกำกับดูแลและขยายผลตราสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) สู่ภูมิภาค ผ่านการเชื่อมโยงกับระบบการกำกับดูแลโรงงานและการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงการรับรองมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในมิติต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ การผลักดันยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน และช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน
การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทยตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดย ส.อ.ท. เสนอให้ดำเนินการทบทวน ร่าง พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม พัฒนาระบบอนุมัติอัตโนมัติด้วย Al (Automatic E-License) รวมทั้งการผลักดัน Circular Economy และ End-of-Waste อย่างเป็นรูปธรรม เช่น แยกซากอิเล็กทรอนิกส์กับซากรถยนต์ออกจากกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังผลักดันโครงการ BUY THAI เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทยลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าและแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ โดยจะพิจารณาเริ่มต้นจากข้อมูล รง. 8 และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. จะผลักดันการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและตลาดโลก เนื่องจากตลาดฮาลาลโลกมีการขยายตัวร้อยละ 6.7 ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง โดยจะดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคเรื่องระบบมาตรฐานและการรับรองที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าฮาลาลไทย เพื่อให้การขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดเกิดผลอย่างต่อเนื่อง ส.อ.ท. ได้เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในรูปแบบคณะทำงานร่วม โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำทุก 2 เดือน โดยทั้งสองฝ่าย มีมติจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง ติดตามผล และเร่งผลักดันประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรม
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป จะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกๆ มิติ
ด้านนายวราวุธ กล่าวว่า “ขอขอบคุณสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย
ส.อ.ท. นอกจากจะมาเข้าพบเพื่อแนะนำผู้บริหารและยุทธศาสตร์ของ ส.อ.ท. แล้ว ยังได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กับ ส.อ.ท. ซึ่งตนได้มอบหมายปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธาน ส.อ.ท. ร่วมกำกับทิศทางการดำเนินงาน พร้อมกำหนดจัดประชุมทุก 2 เดือน เพื่อจะได้ติดตามงานกัน นอกจากนี้ ยังจะตั้งคณะทำงานย่อย (Working Group) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในแต่ละประเด็นอย่างใกล้ชิด เช่น คณะทำงานด้านการมาตรฐาน และสินค้า Made in Thailand (MiT) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม”


.jpg)
