วิริยะฯ โชว์ Non-Motor โต 18% ทะลุเป้า ลุ้นเบี้ยแตะ 6 พันล้าน วางหมาก 5-6 ปี ดันสัดส่วนแตะ 20% ชู “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” เจาะลูกค้ารายย่อย วางหมาก 5-6 ปี ดันสัดส่วนแตะ 20% ชู “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” เจาะลูกค้ารายย่อย
วิริยะประกันภัย โชว์ผลงานครึ่งปีแรกกลุ่ม Non-Motor โตแรง 18% สูงกว่าภาพรวมตลาดที่ขยายตัวเพียง 3% ขณะที่กลุ่ม P&C โตเกิน 11% พร้อมปรับเป้าหมายเบี้ย Non-Motor ปีนี้แตะไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 5,700 ล้านบาท ขยับขึ้นอันดับ 7 ของตลาด ตั้งเป้าไต่ขึ้นเบอร์ 6 ภายใน 1-2 ปี เดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์รายย่อย เน้น “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” ดันพอร์ต Non-Motor จาก 13% สู่ 20% ในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า

ฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์
นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางธุรกิจในระยะยาว ว่า วิริยะประกันภัยจะไม่มุ่งแข่งขันด้วยราคา และไม่ต้องการเข้าสู่ Price War แต่จะให้ความสำคัญกับการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน หรือ Quality & Sustainable Growth
โดยในปัจจุบันบริษัทได้ลงทุนทั้งงบประมาณและเวลาในการพัฒนาระบบหลังบ้าน รวมถึง Portal System และ Infrastructure เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า และช่วยให้ตัวแทนสามารถทำงานได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น
“วิริยะประกันภัยเติบโตและแข็งแกร่งมาจากความเชื่อมั่นด้านบริการที่เป็นเลิศ ดังนั้นสิ่งที่บริษัทต้องทำต่อไปคือการยกระดับบริการและระบบงานให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น”นางฐวิกาญจน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Data System เพื่อยกระดับการนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า โดยในอนาคตข้อมูลจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริง รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น
ทั้งนี้บริษัทได้มีการเดินหน้าขยายตลาด Non-Motor ของวิริยะประกันภัย จึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มยอดเบี้ยประกันภัย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจให้สมดุลมากขึ้น จากปัจจุบันที่ Non-Motor มีสัดส่วน 13% สู่เป้าหมาย 20% ในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้บริษัทได้การใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เข้ามาเสริมศักยภาพตัวแทน จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะตลาดรายย่อยที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เป้าหมายเบี้ย Non-Motor ที่ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาทในปีนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ขณะที่โจทย์ใหญ่ของวิริยะประกันภัยคือการเดินหน้าสู่สัดส่วน 20% ของพอร์ต พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและความเสี่ยงใหม่จากเศรษฐกิจ ค่ารักษาพยาบาล และภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
สำหรับทิศทางผลประกอบการธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ หรือ Non-Motor ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ว่า บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 18% เมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 3%
ขณะที่ธุรกิจกลุ่ม Property & Casualty หรือ P&C ของบริษัทสามารถเติบโตได้มากกว่า 11% สูงกว่าตลาดซึ่งขยายตัวประมาณ 3.5% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวิริยะประกันภัยในการขยายตลาดประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนและการแข่งขันในธุรกิจประกันวินาศภัยที่เข้มข้นขึ้น
“ช่วงต้นปีบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของ Non-Motor ไว้ที่ 9.7% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 5,700 ล้านบาท แต่จากแนวโน้มการเติบโตที่ปัจจุบันทะลุเป้าหมายไปแล้ว คาดว่าเมื่อสิ้นปีนี้ เบี้ยประกันภัยรับรวมของกลุ่ม Non-Motor จะสามารถทำได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท” นางฐวิกาญจน์ กล่าว
ปัจจุบันพอร์ต Non-Motor มีสัดส่วนประมาณ 13% ของพอร์ตเบี้ยประกันภัยรวมของวิริยะประกันภัย ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 40,000 ล้านบาท โดยบริษัทวางเป้าหมายระยะยาวในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า เพิ่มสัดส่วน Non-Motor เป็น 20% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับเกือบ 10,000 ล้านบาท

สำหรับสถานะทางการตลาด ปัจจุบันวิริยะประกันภัยสามารถขยับขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 7 ในตลาด Non-Motor จากอันดับ 8 ในปีก่อน มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4.6-4.7% โดยบริษัทตั้งเป้าหมายระยะสั้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ก้าวขึ้นสู่ อันดับ 6 ของตลาดให้ได้
อย่างไรก็ตาม การขยับอันดับขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นถือเป็นความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากจำเป็นต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัยอีกเป็นหลักพันล้านบาท บริษัทจึงมุ่งเน้นการขยายตลาดผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยรายย่อยที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีราคาไม่สูง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ Non-Motor เติบโตได้สูงกว่าตลาด มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเน้นความยืดหยุ่นและความสะดวกในการซื้อ ภายใต้แนวคิด “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” ตั้งแต่กลุ่มลูกค้ารากหญ้าไปจนถึงคนเมือง
โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่นคือ Motor Add-on ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ PA ที่ออกแบบให้ตัวแทนสามารถเสนอขายควบคู่กับประกันภัยรถยนต์ผ่านระบบ Portal ได้ทันที ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเติบโตถึง 100%
ส่วน Motor Add-on มีเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ พร้อมจุดเด่นคือค่าชดเชยค่าซ่อมรถแบบเหมาจ่าย 2,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 5 ครั้งต่อปี และให้ความคุ้มครองไม่ว่าผู้เอาประกันจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด
สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากฐานตัวแทนประกันภัยรถยนต์ที่มีอยู่ โดยปัจจุบันมีตัวแทนที่ทำตลาดอย่างแอคทีฟประมาณ 1,000-2,000 คนทั่วประเทศ หันมาเสนอขายผลิตภัณฑ์ Non-Motor เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ Motor Add-on สามารถสร้างเบี้ยสะสมได้แล้วมากกว่า 100 ล้านบาท
อีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับดีคือ “ประกันภัยบ้าน 999” ประกันอัคคีภัยและภัยพิบัติสำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ไม่มีภาระสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยกำหนดเบี้ยประกันภัยในอัตราเดียว 999 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาทสำหรับบ้านที่มีโครงสร้างเป็นตึกปูน ขณะที่บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้และบ้านไม้จะได้รับความคุ้มครองลดหลั่นตามลักษณะโครงสร้าง
โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีอัตราการเติบโตประมาณ 29% สะท้อนความต้องการของประชาชนในการบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและเหตุไม่คาดฝัน
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย บริษัทมี ประกันภัย SME เบี้ยฟิก 1,500 บาท ให้ความคุ้มครองอัคคีภัยและภัยพิบัติสำหรับร้านค้าและธุรกิจขนาดย่อม วงเงินคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ร้านค้าและร้านอาหาร
ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ วิริยะประกันภัยมีแผน V-Room Care หรือ Room Care ประกันภัยที่เน้นความคุ้มครองค่าห้องโรงพยาบาลโดยเฉพาะ มีเบี้ยประกันภัยระดับพันกว่าบาทต่อปี และให้เงินชดเชยค่าห้องคืนละ 1,000 บาท
นางฐวิกาญจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดประสงค์สำคัญคือช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินของกลุ่มลูกค้าที่มีสวัสดิการหรือความคุ้มครองพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น ข้าราชการ ประกันสังคม หรือประกันกลุ่มจากนายจ้าง
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Mini Health ในช่วงต้นปีหน้า เจาะกลุ่มผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ โดยออกแบบให้มีวงเงินคุ้มครองประมาณ 200,000 บาท และเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นราว 5,000-6,000 บาทต่อปี เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประกันสุขภาพและจ่ายเบี้ยในระยะยาวได้
นอกจากผลิตภัณฑ์รายย่อยแล้ว วิริยะประกันภัยยังมีจุดแข็งในตลาดประกันภัยเฉพาะทาง โดย ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง หรือ Carrier Liability ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 56% และเติบโตได้มากกว่า 9%
ขณะที่ธุรกิจ ประกันภัยวิศวกรรม หรือ Engineering เติบโตมากกว่า 20% ส่วนประกันภัยหลักทรัพย์ค้ำประกันตัวผู้ต้องหา หรือ Bail Bond บริษัทก็ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาด
สำหรับความท้าทายของธุรกิจประกันภัยในระยะต่อไป บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหา Medical Inflation หรือภาวะเงินเฟ้อด้านการแพทย์ ซึ่งทำให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ
ซึ่งวิริยะประกันภัยเลือกใช้แนวทางทำงานร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรอย่างใกล้ชิด ผ่านทีมตรวจสอบภายในและทีมบริหารจัดการทางการแพทย์ หรือ Utilization Management เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของค่ารักษาพยาบาลในแต่ละกรณี
โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายทั้งการควบคุมต้นทุนและรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า พร้อมพยายามรักษาระดับเบี้ยประกันภัยเดิมให้ได้มากที่สุด โดยไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าด้วยการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยโดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงรายการ “Unbox” เพื่อให้ลูกค้าตระหนักถึงการใช้สิทธิประกันสุขภาพอย่างเหมาะสม และเข้าใจต้นทุนทางการแพทย์มากขึ้น
และอีกหนึ่งความเสี่ยงที่บริษัทให้ความสำคัญคือ ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้นบริษัทจึงได้ทบทวนและปรับปรุงมาตรการจัดซื้อประกันภัยต่อ หรือ Reinsurance ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมกระจายความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาระดับจุดคุ้มทุนที่เหมาะสมในการรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ


.jpg)
.jpg)