• SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
Home เงินบาท อาจอ่อนค่า-แกว่งตัว Sideways ลุ้นผลการประชุม FED-BOE-BOJ
เงินบาท อาจอ่อนค่า-แกว่งตัว Sideways ลุ้นผลการประชุม FED-BOE-BOJ

เงินบาท อาจอ่อนค่า-แกว่งตัว Sideways ลุ้นผลการประชุม FED-BOE-BOJ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.57-33.73 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน เตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม FED, BOE และ BOJ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ฝั่งสหรัฐฯ

 


มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ที่แม้เราจะคาดว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น อาจทำให้คณะกรรมการฯ มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าว ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ ราคาพลังงาน อย่าง ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรง ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเราประเมินว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ตามเดิม หลังอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE อาจย้ำจุดยืนพร้อมปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอาจมีบางส่วนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ หลังราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 2 อัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างใกล้ชิด โดยเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี สู่ระดับ 1.25% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามว่า BOJ จะส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และมากกว่า 1 ครั้ง หรือไม่ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงหนัก เพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ของ BOJ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่จีนได้

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่อาจได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Boom บ้าง

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อาจชะลอลงบ้าง ในระยะสั้น สอดคล้องกับโมเมนตัมการอ่อนค่าของที่อ่อนกำลังลงล่าสุด หลังเริ่มมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOE และ BOJ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงิน รวมถึงราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในเบื้องต้น หากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ แม้จะเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk แต่มีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และ FED ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน หรือเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.20-34.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์