• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน
Home เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำคัญปีพ.ศ. 2570 องค์กรต้องเร่งสำรวจและปรับใช้งาน
เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำคัญปีพ.ศ. 2570 องค์กรต้องเร่งสำรวจและปรับใช้งาน

เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำคัญปีพ.ศ. 2570 องค์กรต้องเร่งสำรวจและปรับใช้งาน

การ์ทเนอร์เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำคัญปีพ.ศ. 2570 องค์กรต้องเร่งสำรวจและปรับใช้งาน

 
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — 6 พฤศจิกายน 2569 — การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ประกาศ 10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรธุรกิจควรเร่งสำรวจและปรับใช้ในปีหน้า (พ.ศ. 2570)

 
ยีน อัลวาเรซ (Gene Alvarez) รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า "อุปสรรคสำคัญวันนี้คือ ระบบ AI ทำงานอยู่บนโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่ไร้กรอบการกำกับดูแล สามารถสร้างซอฟต์แวร์ได้เร็วกว่าที่มนุษย์จะตรวจสอบได้ทัน ทำให้เกิดเส้นทางเข้าถึงระบบที่ไม่มีใครควบคุม และทำให้กระบวนการทำงานต้องพึ่งพาและผูกขาดกับผู้ให้บริการรายเดียวแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบโดยรวม องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้เฝ้าดูขีดความสามารถของโมเดล มาเป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดขอบเขตระหว่างองค์กร มนุษย์ และเครื่องจักร"

 
10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ปี พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย
 

 
1.Large Quantitative Models (โมเดลคำนวณข้อมูลเชิงปริมาณขนาดใหญ่)

 

การนำโมเดลภาษาทั่วไปมาประมวลผลตัวเลขมักเสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดและไม่เป็นไปตามข้อปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพราะโมเดลเหล่านี้ใช้การคาดเดาตามความน่าจะเป็น ดังนั้นการหันมาใช้ Large Quantitative Models (หรือ LQMs) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมแบบไฮบริดและแยกเป็นโมดูลที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยเฉพาะ จะเปลี่ยนการตัดสินใจจากการตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุไปสู่การจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าแทน

 
อัลวาเรซ กล่าวเสริมว่า "แนวทางนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้ระบบพยากรณ์อัตโนมัติในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเข้มงวด เช่น การเงินและการดูแลสุขภาพได้อย่างปลอดภัย”

 
2.Speech Reasoning Models (โมเดลการคิดวิเคราะห์ด้วยเสียง)

 

โมเดลการคิดวิเคราะห์ด้วยเสียง หรือ Speech Reasoning Models คือระบบ Voice AI ที่สามารถประมวลผลและคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลได้โดยตรงจากไฟล์เสียง สามารถติดตามบริบทและเจตนาของผู้ใช้ตลอดการสนทนาเพื่อตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรจะทำอย่างไรในขั้นถัดไป

 
“เสียงยังเป็นช่องทางที่องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากที่สุด อย่างไรก็ตามแม้จะใช้ระบบอัตโนมัติดูแลลูกค้ามากว่าหนึ่งทศวรรษ ก็ยังไม่ได้ทั้งความแม่นยำ ความเร็ว และอัตราการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าที่องค์กรต้องการ โมเดล Speech Reasoning จะเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ในวงกว้าง ทำให้การสนทนาที่ซับซ้อนและต้องใช้วิจารณญาณสามารถทำงานอัตโนมัติได้จริง” อัลวาเรซ ระบุ 

 
3. World Models (โมเดลจำลองโลก)

 

โมเดลจำลองโลก หรือ World Models ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเน้นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์เป็นหลัก ช่วยให้เครื่องจักรสามารถเข้าใจมิติของพื้นที่ เวลา และความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล โดยเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ AI Agent สามารถจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า คาดการณ์ผลลัพธ์ และเข้าใจผลจากการกระทำก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มหุ่นยนต์ (Robotics), ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) และการประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Computing) 

 
4. AI Context Platforms (แพลตฟอร์มบริบท AI)

 

แพลตฟอร์มบริบท AI หรือ AI Context Platforms ทำหน้าที่ป้อนความรู้เชิงบริบทที่จำเป็นให้แก่ AI Agent เพื่อนำไปตีความข้อมูลขาเข้า ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

 
"หากปราศจากชั้นบริบทในการตีความเฉพาะ (Dedicated Context Layer) องค์กรจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงด้านการปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น AI Agent ที่ได้รับสิทธิ์เกินจำเป็น การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ล้มเหลว ความเชื่อมั่นที่ต่ำ และการสิ้นเปลือง Token โดยไม่จำเป็น" อัลวาเรซ กล่าว

 
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการใส่ความหมายกับข้อมูลที่ป้อนใช้กับ AI จะเพิ่มความแม่นยำของ Agentic AI ได้สูงสุด 80% และลดต้นทุนได้สูงสุด 60%

 
5. Agent Coding Harness (ระบบควบคุมการเขียนโค้ดของ AI Agent)

 

ระบบควบคุมการเขียนโค้ดของ AI Agent หรือ Agent Coding Harness คือระบบควบคุมแบบลูปปิดที่ทำหน้าที่กำกับดูแลพฤติกรรมของนักพัฒนาแบบอัตโนมัติในวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ หากไม่มีระบบควบคุมนี้ นักพัฒนาจะต้องเสียเวลาตรวจสอบผลงานของเครื่องจักรด้วยตนเอง เกิดภาวะที่งานกำกับดูแลกลับกลายมาเป็นภาระหนัก ที่เรียกว่า Governance Inversion และกลบประโยชน์ด้าน productivity ที่ควรได้รับไปทั้งหมด 

 
6. AI Agent Identity (อัตลักษณ์ของ AI Agent)

 

เนื่องจาก AI Agent ทำงานได้เองและดำเนินการแทนมนุษย์หลายราย จึงเผยให้เห็นช่องโหว่ร้ายแรงของระบบเดิมที่ไม่สามารถให้สิทธิ์เข้าถึงได้ทันในเวลาที่ต้องการ (Just-in-Time) ได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2571 เหตุละเมิดความปลอดภัยองค์กรถึง 25% จะมีต้นตอมาจากการใช้ AI ในทางที่ผิด อันเนื่องมาจากสิทธิ์การใช้งานในเครื่องที่ไม่ได้รับการจัดการ และใช้แนวทางการจัดการข้อมูลประจำตัวแบบเดิม ๆ

 
"การใช้ระบบควบคุมอัตลักษณ์แบบไดนามิกจะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการใช้ Credential แบบคงที่ที่มีความเสี่ยงสูง มาเป็นการเข้าถึงที่ควบคุมด้วยนโยบายและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ระบบการจัดการ AI Agent Identity จะเชื่อมต่อกับโมเดลคำสั่ง (Prompts) และสิทธิ์การเข้าถึงร่วมกับการกระทำของ Agent สร้างความไว้วางใจและมีความรับผิดชอบได้" อัลวาเรซ กล่าว

 
7. Autonomous Exposure Remediation (ระบบแก้ไขช่องโหว่อัตโนมัติ)

 

ระบบแก้ไขช่องโหว่อัตโนมัติ หรือ Autonomous Exposure Remediation (หรือ AER) คือชุดความสามารถแบบบูรณาการที่รวมเอาเทคนิค AI และระบบอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อค้นหา จัดลำดับความสำคัญ และแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทั่วทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กร โดยระบบนี้จะทำการทดสอบและติดตั้งการอัปเดตแพตช์ (Patch) หรือแพตช์เสมือน (Virtual Patch) ลงในสภาพแวดล้อมการผลิตโดยอัตโนมัติ

 
8. Sovereign Tech (อธิปไตยเทคโนโลยี)

 

อธิปไตยเทคโนโลยี หรือ Sovereign Tech (SovTech) หมายถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และโมเดล AI ที่ออกแบบทั้งในทางเทคนิคและทางกฎหมาย เพื่อให้องค์กรมีหนทางที่ทำได้จริงในการเลิกพึ่งพาผู้ให้บริการรายหลัก เทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ป้องกันการผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว (Vendor Lock-in) และรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์ 

 
การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 75% ขององค์กรที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา จะปรับใช้ยุทธศาสตร์อธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) โดยย้ายการประมวลผลงานสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการผูกขาดจากผู้ให้บริการ

 
9. Disposable Applications (แอปพลิเคชันแบบใช้แล้วทิ้ง)

 

แอปพลิเคชันแบบใช้แล้วทิ้ง หรือ Disposable Applications คือซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเฉพาะ และออกแบบให้เลิกใช้ได้ทันทีเมื่อบรรลุเป้าหมายหรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป 

 

“การเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันแนวนี้จะเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อ การออกแบบ และการจัดตั้งงบซอฟต์แวร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้พอร์ตโฟลิโอแอปพลิเคชันกลายเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แทนที่จะเป็นการลงทุนระยะยาวในระบบเก่าที่ตกทอดมา” อัลวาเรซ กล่าว

 
10. Wetware as a Service (บริการประมวลผลด้วยชีวภาพ)

 

ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ซิลิคอนแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับการเติบโตของ AI ในระดับองค์กรที่ไร้ขีดจำกัด เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการพลังงานที่สูงเกินรับไหว ทำให้ Wetware as a Service เป็นรูปแบบการดำเนินงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ที่เชื่อมต่อกับระบบชีวภาพทั้งที่มีชีวิตและที่สังเคราะห์ขึ้นผ่านคลาวด์เพื่อใช้ประมวลผล ตัวประมวลผลอินทรีย์เหล่านี้ใช้ความสามารถในการปรับตัวตามธรรมชาติของเครือข่ายชีวเคมีรันอัลกอริทึมซับซ้อน โดยใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษ